เจาะฐาน ค่ายรถ ยุค ผลัดนาย

Home / ข่าวสาร / เจาะฐาน ค่ายรถ ยุค ผลัดนาย

ในยุคที่บรรดาค่ายรถยนต์ต้องเผชิญกับปัญหาที่รุมเร้าทั้งภายในและภายนอก ข่าวการปรับเปลี่ยนประธานใหม่ ดูจะกลายเป็นเรื่องที่หลายคนจับจ้องแบบไม่กะพริบตา นั่นเพราะ บรรดาประธานใหม่เหล่านั้นจะใช้ยุทธวิธีใดเพื่อนำพาองค์กรให้ผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปได้

อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยในยุคที่ อะไร…อะไร ดูจะไม่เป็นใจนัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ และการเมือง แถมยังต้องเผชิญกับภาวะกำลังซื้อที่หดหาย ทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ที่เคยเป็นดาวเด่นของประเทศต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก

แม้หลายค่ายต่างเตรียมแผนรับมือกันไว้ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ไม่ว่าจะลดกำลังการผลิตและพนักงาน ให้สอดคล้องกับความต้องการตลาด รวมถึงทบทวนแผนธุรกิจ-การตลาด พร้อมถือโอกาสปรับหลังบ้านให้การบริหารกระชับ สร้างความเข้มแข็งให้องค์กรไปในตัว

แต่สิ่งที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ คงหนีไม่พ้นเรื่องของการที่บรรดาค่ายรถเปลี่ยนแปลงประธานใหม่ ที่เกิดขึ้นพร้อมกันหลายๆ ค่ายในคราวเดียวกัน ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยนักในอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย

แม้ในระยะหลังการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบริษัทแม่มักมองตามความเหมาะสม และสถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งค่อนข้างยืดหยุ่นและไม่ยึดติดกับวาระการดำรงตำแหน่งเหมือนอดีตที่ผ่านมาและแน่นอน…ตัวการของการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ ปฎิเสธไม่ได้เลยว่า ส่วนหนึ่งมาจากสถานการณ์ตลาดรถยนต์ของไทยที่มีตัวเลขการขายลดลง

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย เป็นค่ายแรกในปีนี้ที่มีการเปลี่ยนประธานใหม่ ศาสตราจารย์ ดร. อเล็กซานเดอร์ เพาฟเลอร์ เป็นประธานบริหาร แทนที่ มร.โวล์ฟกัง ฮุบเพ็นบาวเออร์ ที่จะไปรับตำแหน่งประธานบริหารเดมเลอร์ ประเทศสิงคโปร์ โดยมีผลตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา

ศาสตราจารย์ ดร. อเล็กซานเดอร์ เพาฟเลอร์ ประกาศชัดเจนถึงนโยบายของบริษัทในการรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดรถพรีเมี่ยม ด้วยความคิดเชิงสร้างสรรค์ พร้อมสร้างความมั่นใจให้กับบุคลากร และดีลเลอร์ เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมาย

โดยงานแรกที่โดดเด่นของ ศาสตราจารย์ เพาฟเลอร์ คือการนำ อี-คลาส คูเป้ รุ่นพวงมาลัยขวา E 350 AVANTGARDE Sport Coup? AMG ราคา 7.99 ล้านบาท มาเปิดตัวครั้งแรกในโลกที่ประเทศไทยในงานบางกอกฯมอเตอร์โชว์ 2009 ที่ผ่านมา พร้อมๆ กับความสำเร็จด้านยอดจองที่สามารถเก็บไปได้ถึง 800 คัน นอกจากนี้ยังมีนโยบายที่มุ่งมั่นในการรักษาการเป็นผู้นำในตลาดรถหรู พร้อมรักษาส่วนแบ่งการตลาดที่ครองอยู่ถึง 60% ไว้ให้ได้ ผมเชื่อว่า เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย จะเติบโตต่อไปอย่างแข็งแกร่ง เนื่องจากการสำรวจความพึงพอใจของลูกค้า รวมถึงระดับความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์ ผลิตภัณฑ์และการบริการของเรานั้น อยู่ในระดับสูง ศ.ดร.เพาฟเลอร์กล่าว

นิสสัน เป็นอีกหนึ่งค่ายรถที่มีการเปลี่ยนแปลง โดยดึงนายญี่ปุ่นคนใหม่ มร.โทรุ ฮาเซกาวา มาแทน มร.เทียรี่ เวียดิว นายใหญ่จากฝรั่งเศส ที่ตลอดเวลา 2 ปีกว่า มีผลงานโดดเด่นทั้ง แผนโปรดักต์ฟรอนเทียร์ นาวารา การปรับโครงสร้างราคารถยนต์หลายรุ่นให้แข่งขันได้ รวมถึงปรับโครงสร้างองค์กร และการรื้อแผนธุรกิจของนิสสันในไทย

ในฐานะกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยามนิสสัน ออโตโมบิล จำกัด มร.โทรุ ฮาเซกาวา ตั้งเป้าหมายว่าภายใน 4 ปี ส่วนแบ่งการตลาดของนิสสันในไทยจะโตแบบก้าวกระโดด นั่นคือจากเดิมที่กินอยู่ 4-5% จะต้องเพิ่มเป็น 10% ให้ได้

เพื่อปูทางไปสู่เป้าหมายดังกล่าว เอ็มดีใหม่ จึงมีการปรับภาพลักษณ์และการบริหารงานครั้งใหญ่ ซึ่งหลักๆ จะพยายามดึงพนักงานที่เป็นคนท้องถิ่นให้เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น และวันที่ 21 เมษายนที่ผ่านมา ได้เปลี่ยนชื่อบริษัทอย่างเป็นทางการจาก สยามนิสสัน ออโตโมบิล เป็นบริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อให้สอดคลองกับชื่อบริษัทอื่นๆในประเทศ และเป็นไปในทิศทางเดียวกันเดียวกันทั่วโลกนอกจากนี้ มร.โทรุ ฮาเซกาวา ยังมั่นใจกับโปรดักต์ใหม่อย่างเทียน่าที่เพิ่งเปิดตัวไปหมาดๆ และความหวังสูงสุดอย่าง อีโคคาร์ ที่เตรียมทำตลาดแน่นนอนในปีหน้าอีกด้วย

อีซูซุ ผู้นำในตลาดรถปิกอัพของเมืองไทย ก็เช่นกัน โดยบริษัทแม่อย่าง มิตซูบิชิ คอร์ปอเรชั่น ได้ส่ง มร.ฮิโรชิ นาคางาวะ มาดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด แทน มร.โมริคาซุ ชกกิ ที่ได้รับการโปรโมทขึ้นไปเป็นรองประธานอาวุโส รับผิดชอบกลุ่มธุรกิจอีซูซุ ที่บริษัท มิตซูบิชิ คอร์ปอเรชั่น เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการขยายธุรกิจรถอีซูซุทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น

แม้มือดีอย่าง มร.ชกกิ จะถูกดึงตัวกลับไปเร็วเกินคาด แต่กระนั้น มิตซูบิชิ คอร์ปอเรชั่น ยังส่งมือเก๋าอย่าง มร.ฮิโรชิ นาคางาวะ ที่เชี่ยวชาญด้านการขาย ทั้งยังเคยทำงานกับ ตรีเพชรฯ มาแล้วครั้งหนึ่ง ระหว่างเดือนเมษายน พ.ศ. 2533 – พฤษภาคม พ.ศ. 2540 ในตำแหน่งรองผู้จัดการทั่วไป รับผิดชอบงานของกลุ่มขาย

มร.ฮิโรชิ นาคางาวะ เพิ่งเปิดตัวกับสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการในงานมอเตอร์โชว์ เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา พร้อมให้สัมภาษณ์สั้นๆ ถึงแนวทางการบริหารช่วงเศรษฐกิจซบเซาว่า ทุกครั้งที่เกิดวิกฤตจะมีโอกาสในวิกฤตของอีซูซุเสมอ ซึ่งเป็นการมองโลกในแง่ดี เมื่อเกิดวิกฤตก็ต้องมีกำลังใจที่จะทำให้เราบรรลุเป้าหมายต่างๆได้ ส่วนยอดขายปีนี้เราตั้งเป้าไว้ 121,000 คัน แบ่งเป็นปิกอัพ 114,300 คัน และถ้าถามว่าปีนี้จะทำยอดขายเป็นอันดับหนึ่งหรือไม่ ต้องบอกว่ามีความเป็นไปได้สูง แต่นั่นก็ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด เพราะเราจะเน้นเรื่องความพอใจของลูกค้าเป็นหลัก

ฮอนด้า เองเมื่อต้นเดือนเมษายนก็มีการเปลี่ยนประธานใหม่เช่นกัน โดยส่ง มร.อาซึชิ ฟูจิโมโตะ มาแทน มร.เคนจิ โอตะกะ ซึ่งทำให้ฮอนด้าประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยเฉพาะในปีที่ผ่านมา ที่ไม่ว่าจะทำอะไรดูจะเข้าทางไปซะหมด ทั้งเรื่องนโยบายลดภาษี อี20 ของภาครัฐ การเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค ทำให้บริษัทสามารถเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจได้อย่างงดงาม ด้วยตัวเลขยอดขาย 90,807 คัน ครองส่วนแบ่งตลาด 14.76%

และนั่นถือเป็นงานหินของ มร.อาซึซิ ฟูจิโมโตะ ที่ต้องมาสานต่อความสำเร็จให้ ฮอนด้า ออโตโมบิล ประเทศไทย ในยุควิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งก่อนหน้านั้นเขาเคยประสบความสำเร็จกับตลาดมาเลเซียในปี 2551 ด้วยการเสกยอดขายให้เติบโตถึง 114% เมื่อเทียบกับปี 2550 และเพิ่มกำลังการผลิตจาก 25,000 คันเป็น 35,000 คัน พร้อมขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายเป็น 57 แห่งทั่วประเทศ

มิตซูบิชิ คือค่ายท้ายสุด แต่ไม่ใช่ค่ายสุดท้ายที่จะมีการเปลี่ยนแปลงในปีนี้ ซึ่งนายใหญ่คนใหม่ คือ มร.โนบุยูกิ มูราฮาชิ โดยเข้ามาแทน มร.มิจิโร่ อิมาอิ ที่จะถูกโยกไปรับผิดชอบธุรกิจด้านต่างประเทศของบริษัทแม่ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นไปตามกำหนดการปรับเปลี่ยนบุคลากรผู้บริหารทุกภูมิภาคของกลุ่มบริษัทในเครือมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ซึ่งมีขึ้นเป็นประจำในเดือนเมษายนของทุกปี

สำหรับ มร.โนบุยูกิ มูราฮาชิ วัย 56 ปี นับว่าคุ้นเคยกับเมืองไทยเป็นอย่างดี เพราะนอกจากจะเรียนจบคณะเศรษฐศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้ว ยังเคยทำงานที่ ตรีเพชรอีซูซูเซลส์ มาถึง 2 วาระทั้งนี้ มร.โนบุยูกิ มูราฮาชิ ร่วมงานกับมิตซูบิชิ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น ในปี 2518 โดยได้รับความไว้วางใจแต่งตั้งให้ไปบริหารงานบริษัทในกลุ่มมิตซูบิชิหลายแห่ง อาทิ ออสเตรเลีย อังกฤษ ฝรั่งเศส รวมทั้งประเทศไทย และด้วยประสบการณ์นานกว่า 30 ปี มิตซูบิชิ ในยุคของ มร.โนบุยูกิ มูราฮาชิ จึงน่าสนใจยิ่งนัก

แต่…ไม่ว่าจะเป็นประธานค่ายรถที่มาจากฝั่งยุโรป หรือเอเซีย ต่างก็ตระหนักดีว่า ตลาดรถยนต์ในประเทศไทยมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่เคยทำให้เซียนหลายคนต้องศิโรราบมาแล้ว

ดังนั้น…จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ประธานใหม่ๆ เหล่านี้ จะส่งเทียบเชิญถึง ดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนา ซึ่งถือว่าเป็น กูรู รถยนต์ ของเมืองไทย เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และแสดงวิศัยทัศน์ เพราะ…อย่างที่ ดร.ปราจิน เคยกล่าว

ผมอยู่บนเส้นทางสายนี้มากว่า 40 ปี ประเทศไทยเปลี่ยนนายกฯ และรัฐมนตรีอุตสาหกรรมมาแล้วนับไม่ถ้วน ผมรู้จักกับประธานของค่ายรถมาเกือบทุกคน และที่สำคัญผมก็ยังคงอยู่ตรงนี้

นี่…คือ เหตุผลว่า ทำไมประธานค่ายรถยนต์จึงต้องแวะเวียนมาเสมอ

ที่มาจาก www.grandprixgroup.com