นิว อี-คลาส คูเป้ พวงมาลัยขวาคันแรก ร่วมฉลอง 30 ปีมอเตอร์โชว์

Home / ข่าวสาร / นิว อี-คลาส คูเป้ พวงมาลัยขวาคันแรก ร่วมฉลอง 30 ปีมอเตอร์โชว์

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดเกมรุกตลาดรถหรู เตรียมเสริมเขี้ยวเล็บด้วยการส่งรถโมเดลใหม่ ลงตลาดชิงความได้เปรียบ ในงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 30 ด้วยการนำเข้า The New E 350 Coupe รุ่นพวงมาลัยขวาอวดโฉมในไทยเป็นประเทศแรกในเอเซีย

รายงานข่าวจาก บริษัท เมอร์ เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ในปี 2551 บริษัทประสบผลสำเร็จในการแนะนำยนตรกรรมรุ่นใหม่ ๆ สู่ตลาดหลากหลายรุ่น อาทิ C-Class โฉมใหม่, CLC-Class Sport Coup, the new generation SL 350 และ the new generation SLK 200 ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลายกับทุกไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค พร้อมทั้งนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้มีการสร้างสรรค์อย่างสม่ำเสมอ ส่งผลให้ผู้บริโภคมอบความไว้วางใจในแบรนด์ของเราอย่างต่อเนื่อง และนับเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เรารักษาความแข็งแกร่งไว้ได้อีกครั้งในปี พ.ศ. 2551 ทั้งนี้บริษัทฯ มั่นใจว่าจะยังคงรักษาตำแหน่งนี้ไว้ได้ในปีถัดไป

ที่ผ่านมา เมอร์เซเดส-เบนซ์ สามารถครองส่วนแบ่งการตลาดได้สูงสุดเป็นที่หนึ่งทุกเซ็กเมนท์ของรถยนต์หรูอีกด้วย โดยบริษัทมียอดขายรวมในปีที่ผ่านมา 3,807 คัน มีส่วนแบ่งตลาดรวมกว่า 50% โดยรายละเอียดยอดจำหน่ายของเมอร์เซเดส-เบนซ์ในปี พ.ศ. 2551 แบ่งออกได้ดังนี้ C-Class มียอดขายรวม 1,714 คัน (คิดเป็นร้อยละ 58.1 % ของส่วนแบ่งตลาด) E-Class มียอดขายรวม 1,512 คัน (คิดเป็นร้อยละ 59.2% ของส่วนแบ่งตลาด) S-Class มียอดขายรวม 467 คัน (คิดเป็นร้อยละ 72.1 % ของส่วนแบ่งตลาด) และA/B/M/G/R-Class มียอดขายรวม 114 คัน ซึ่งตัวเลขดังกล่าวถือเป็นความสำเร็จที่แลกมาด้วยความทุ่มเทในการทำตลาดอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ การขยายดีลเลอร์และการให้บริการ รวมถึงแคมเปญเด็ดๆ ที่ใช้เรียกลูกค้า

แหล่งข่าวในวงการยานยนต์ เปิดเผยว่า บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ให้ความสำคัญกับงานมอเตอร์โชว์เป็นอย่างมาก เพราะสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตามที่ต้องการ อีกทั้งเป็นโอกาสดีที่จะห้ผู้บริโภคได้สัมผัสยนตรกรรมและเทคโนโลยีของเบนซ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับทราบถึงข้อมูลอันแท้จริง และเห็นถึงพัฒนาการและความสามารถในการผลิตรถยนต์ของบริษัท เพื่อนำเสนอสิ่งดีๆในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนลทุกครั้ง อันเป็นนโยบายสำคัญของบริษัท ซึ่งทุกครั้งบริษัทมีการสำรวจความคิดเห็นมาโดยตลอด เสียงตอบรับจากผู้บริโภคค่อนข้างดีมาก ทั้งเรื่องการดีไซน์บูธและการนำผลิตภัณฑ์สุดยอดมาแสดง โดยบรรจุงานบางกอกมอเตอร์โชว์ไว้ในปฎิทินงานโชว์รถของเดมเลอร์ฯ

ดังนั้น ในปีนี้บริษัทได้นำสุดยอดยนตรกรรม มานำเสนอในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 30 เช่นเคย โดยไฮไลน์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในปีนี้อยู่ที่การแนะนำ รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ รุ่นใหม่ E 350 Coupe ซึ่งเป็นรถในตระกูล อี-คลาส พวงมาลัยขวาในประเทศไทยเป็นประเทศแรกในเอเชีย ที่มาเปิดตัวและจำหน่ายในงานครั้งนี้ ซึ่งคาดว่าจะได้รับการสนใจจากผู้บริโภคเป็นอย่างมาก

สำหรับ อี-คลาส ถือเป็นรถยนต์ระดับหรูขนาดกลางของค่ายดาว 3 แฉกที่ทำตลาดมานานนับจากรหัส W120 ในปี 1953 แต่การนำอักษร E มาใช้ประกอบกับชื่อรุ่นเพิ่งจะมาปรากฏชัดในปี 1984 กับรหัสตัวถัง W124 ส่วนการถือกำเนิดของอี-คลาสที่มี E นำหน้าอย่างเป็นทางการเริ่มขึ้นพร้อมกับการปฏิวัติรูปโฉมด้วยรุ่น New-Eye ซึ่งใช้รหัส W210 และถือว่าทำให้สายพันธุ์ อี-คลาส ได้รับความนิยมอย่างมากทั่วโลกด้วยรูปลักษณ์ที่หรูและภูมิฐาน และตามด้วยเจนเนอเรชันต่อมาในรหัส W211 ซึ่งเปิดตัวปี 2003

ส่วนรุ่นใหม่จะใช้รหัสตัวถังว่า W212 ด้วยคอนเซ็ปต์ของงานออกแบบยังยึดสไตล์รูปลักษณ์ด้านหน้าแบบไฟดวงคู่อย่างละฝั่ง แต่เปลี่ยนจากแบบดวงกลมหรือดวงรีใน 2 รุ่นที่แล้วมาเป็นแบบทรงเหลี่ยมด้านไม่เท่าที่เรียกว่า Rhomboid Headlamps ซึ่งเคยปรากฏอยู่ในต้นแบบรุ่น Concept Fascination ที่เปิดตัวในปารีส มอเตอร์โชว์ 2008 โดยตัวถังทรง 4 ประตูได้รับการออกแบบให้มีความปราดเปรียวและเพรียวลมด้วยค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน-Cd 0.25 เท่านั้น ส่วนเครื่องยนต์ในตลาดต่างประเทศมีให้เลือกตั้งแต่ เครื่องยนต์ 4 สูบ 6 สูบ และ 8 สูบ ให้กำลังตั้งแต่ 136 แรงม้า ไปจนถึง 525 แรงม้า

ส่วนรุ่น E 350 Coupe ที่จะเปิดตัวในเมืองไทย จะเป็นรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน วี6 มากับรหัส E350 CGI ที่มีกำลังสูงสุด 292 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 365 นิวตัน-เมตรที่ 3,000-5,100 รอบต่อนาที

สำหรับระบบความปลอดภัย เมอร์เซเดส-เบนซ์ จัมาให้แบบเต็มพิกัดมาทั้งในรูปแบบอุปกรณ์มาตรฐานและออพชั่นที่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม เช่น ระบบไฟสูงแบบ Adaptive High Beam Assist ซึ่งจะใช้กล้องด้านหน้าซึ่งอยู่บนกระจกบังลมหน้าในการบันทึกภาพของสภาพการจราจรด้านหน้า และปรับเปลี่ยนลักษณะการส่องสว่างของไฟไปตามสภาพการจราจรเพื่อป้องกันไม่ให้แสงรบกวนรถยนต์คันอื่น และสามารถปรับระยะการส่องสว่างของไฟหน้าในระยะปกติ 65 เมตรมาเป็นสูงสุด 300 เมตรได้

ตามด้วยระบบ Blind Spot Assist และ Lane Keeping Assist ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุในจังหวะที่เปลี่ยนช่องทางการจราจร เพราะมุมอับทำให้มองไม่เห็น และ Night View System ที่ติดตั้งในเอส-คลาสก็ถูกนำมาใช้ในอี-คลาสรุ่นนี้ รวมถึงระบบฝากระโปรงหน้าแบบดีดตัวขึ้นเมื่อชนคนเดินถนน และระบบ Attention Assist ซึ่งเป็นการแจ้งเตือนในกรณีที่ผู้ขับเริ่มมีอาการหลับใน อย่างไรก็ตาม เรื่องราคาจำหน่ายทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทยยังไม่มีการเปิดเผย แต่คาดว่าน่าจะอยู่ที่ประมาณ 6 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังมี The new generation B 180 CDI Sports Tourer มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ 1,992 ซีซี แรงม้าสูงสุดที่ 80/109 กิโลวัตต์ (แรงม้า) แรงบิด 250 นิวตันเมตร ต่อ 1,600 -2,600 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม. ภายใน 11.8 วินาที ความเร็วสูงสุด178 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 5.6-6.0 ลิตร ต่อ100 กิโลเมตร และอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 148-158 กรัมต่อกิโลเมตร สนนราคาอยู่ที่ 2,799,000 บาท

อย่างไรก็ตาม คาดว่า การเปิดตัวรถยนต์ใหม่ในช่วงงานมอเตอร์โชว์ครั้งที่ 30 เพื่อเป็นการเพิ่มเขี้ยวเล็บให้เมอร์เซเดส-เบนซ์ และมีส่วนสำคัญของการได้มาซึ่งความสำเร็จ เพราะนอกจากลูกค้าจะได้สัมผัสกับเทคโนโลยีอย่างใกล้ชิดแล้ว ยังเป็นการสร้างความเชื่อถือในตัวแบรนด์ ผนวกกับความพึงพอใจในคุณภาพของสินค้า และความหลากหลาย ซึ่งในปีนี้ทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้มีการเตรียมยนตรกรรมรุ่นใหม่ๆ ออกสู่ตลาดมากยิ่งขึ้น ขณะที่ยังคงเน้นที่เรื่องของคุณภาพ ความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และสมรรถนะการขับขี่เป็นสำคัญ

ที่มาจาก www.grandprixgroup.com