ดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนา บทสรุป..ภาษีรถยนต์ บทเรียน…ภาครัฐ

Home / ข่าวสาร / ดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนา บทสรุป..ภาษีรถยนต์ บทเรียน…ภาครัฐ

เจ้าพ่อมอเตอร์โชว์ ชี้ความชัดเจนของภาครัฐมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ แม้นรัฐบาลไม่เห็นด้วยกับมาตรการลดภาษีสรรพสามิต 3% เชื่อแคมเปญค่ายรถเพียงพอที่จะกระตุ้นความคึกคักให้ตลาดรถได้ สิ่งสำคัญ…ต้องชัดเจนและรวดเร็ว

ดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนา ประธานบริหารบริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ในฐานะประธานจัดงาน บางกอกอินเตอร์เนแนล มอเตอร์โชว์ เปิดถึงการที่คณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจไม่เห็นชอบกับแผนการลดภาษีสรรพสามิต 3% เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ว่า

การที่คณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว เป็นเรื่องที่บรรดาบริษัทรถยนต์ต่างคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว เพราะนอกจาจะเป็นการกระทบกับการจัดเก็บรายได้ของรัฐแล้ว ยังอาจส่งผลให้เกิดการเรียกร้องจากอุตสาหกรรมอื่นๆ ตามมา ทำให้อาจเกิดผลกระทบในวงกว้าง

แต่เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลไม่มีความชัดเจนในการที่จะให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ว่าจะไปในทิศทางไหน โดยเฉพาะการตัดสินใจที่ล่าช้าในเรื่องของการลดภาษีสรรพสามิต ทำให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่ชะลอการซื้อรถเพื่อรอดูสถานการณ์ ส่งผลให้ยอดขายรถในช่วงที่ผ่านมาลดลง

แต่เมื่อภาครัฐออกมาปฏิเสธการลดภาษีดังกล่าว แม้นจะไม่มีทางออกให้กับบรรดาบริษัทรถยนต์ แต่ก็ถือว่า มีความชัดเจนในระดับหนึ่ง ทำให้บรรดาบริษัทรถสามารถเดินหน้าวางแผนในการกระตุ้นการขายของตนเองต่อไปได้

ส่วนการที่คณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไปศึกษาข้อมูลว่า หากมีการลดภาษี ลดเงินดาวน์ ในช่วงเศรษฐกิจมีปัญหา และการหารือกับสถาบันการเงินของรัฐ เพื่อปล่อยสินเชื่อรถยนต์จะมีกำลังซื้อรถยนต์เพิ่มขึ้นหรือไม่นั้น

ดร.ปราจิน มีความเห็นในเรื่องนี้ว่า โดยส่วนใหญ่การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย หรือการจัดแคมเปญพิเศษในการกระตุ้นยอดขายของบรรดาบริษัทรถยนต์ต่างๆ ให้ส่วนลดกับผู้ซื้อรถมากอยู่แล้ว บางครั้งอาจจะมากกว่าส่วนลดที่ได้รับจากการลดภาษีด้วยซ้ำ ส่วนปัญหาเรื่องของการปล่อยสินเชื่อ ทางบริษัทรถยนต์เองก็มีการดำเนินแก้ไขด้วยดึงบริษัทไฟแนนซ์เข้ามาเป็นพันธมิตรมากขึ้น

ผมเชื่อว่า หากภาครัฐมีความชัดเจน บริษัทรถมีการปรับเปลี่ยนยุทธวิธีในการกระตุ้นการขาย ยอดขายรถยนต์ในประเทศน่าจะดีขึ้น เนื่องจากกำลังซื้อในประเทศยังคงมีอยู่ เพียงแต่ผู้บริโภคกำลังอยู่ในภาวะตื่นตระหนกกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ทำให้ชะลอการใช้จ่าย

แต่หากมีการกระตุ้นให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่น ผมเชื่อว่า ผู้บริโภคยังมีเงิน และกล้าที่จะจับจ่ายใช้สอย ซึ่งทำให้สถานการณ์เศรษฐกิจของเราดีขึ้น ไม่ใช่เฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์เท่านั้น หากยังส่งผลต่ออุตสาหกรรมอื่นๆ อีกด้วย

สำหรับงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 30 ที่ผมจัด ถือเป็นอีกงานแสดงเทคโนโลยียานยนต์ที่ยิ่งใหญ่ และเป็นการดึงเอาผู้ขายมาพบกับผู้ซื้อโดยตรง นับเป็นงานที่มีส่วนช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยให้คึกคักได้เช่นกัน

ผมเชื่อมั่นว่า ยอดจองรถยนต์ในปีนี้จะมากกว่า 15,000 คัน เพราะผู้บริโภคที่ชะลอการซื้อในช่วงที่รอความชัดเจนเรื่องภาษีสรรพสามิต จะกลับมาซื้อรถอีกครั้ง

และทั้งหมดนี้ คือ ข้อคิดที่ของ ดร.ปราจิน ที่คว่ำหวอดอยู่ในวงการอุตสาหกรรมยานยนต์มานานกว่า 40 ปี ที่ฝากไว้ให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เป็นอีกทางเปิดของเศรษฐกิจไทย

ที่มาจาก www.grandprixgroup.com