ปีชวด…ชวดสมชื่อ

Home / ข่าวสาร / ปีชวด…ชวดสมชื่อ

ผ่านพ้นไปเรียบร้อยแล้วสำหรับปี 2551 ปีที่หนูดุเหลือเกินทั้งปัญหาการเมือง, เศรษฐกิจแต่กูรูบางท่านก็กระตุ้นเตือนว่านี่เป็นเพียงแค่ยกแรกเท่านั้น ปีนี้ปี 2552 นี่แหละเป็นปีกกดออดเผาจริงกันเลยทีเดียว ก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลใหม่ที่เราเพิ่งได้มาในช่วงปลายปีที่ผ่านมาจะสรรหามาตรการต่าง ๆ มารับมือกับปัญหาเศรษฐกิจที่จะรุมเร้าขยุ้มหัวใจพ่อแม่พี่น้องประชาชนชาวไทยในปีนี้ หลากหลายปัจจัยลบที่กระทบต่อธุรกิจต่าง ๆ นานาไม่เว้นแม้แต่ธรุกิจยานยนต์ พี่เบิ้มของโลกอุตสาหกรรมยานยนต์ไม่ว่าจะเป็นบิ๊กทรีของสหรัฐอเมริกาหรือยักษ์ใหญ่แดนอาทิตย์อุทัยประสบปัญหาปวดเศียรเวียนเกล้ายอดขายตกต่ำเป็นประวัติการณ์จนทำให้ในส่วนของบิ๊กทรีร้องแรกแหกกระเฉอถ้ารัฐบาลเมืองลุงแซมภายใต้ผู้นำคนใหม่ บารัค โอบามาไม่เข้ามาช่วยเหลือต้องกลายเป็นอดีตอย่างแน่นอน ส่วนพี่ใหญ่ โตโยต้า เป็นครั้งแรกในรอบ 70 กว่าปีที่ต้องเจอะเจอกับสภาวะการขาดทุนจนต้องบอกแจ้งแถลงไขว่าจะต้องเลย์ออฟพนักงานในหลาย ๆ โรงงานในประเทศญี่ปุ่นกันบ้างแล้ว มิฉะนั้นต้องขาดทุนกำไรบักโกรกอย่างแน่นอน (ก่อนหน้านี้ 70 กว่าปีฟันกำไรไม่รู้เท่าไหร่ไม่เห็นออกตัวมาอย่างนี้บ้าง) ทั้งหลายทั้งปวงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไปในปี 2552 นี้ว่าจะออกหัวออกก้อยกันอย่างไร

ว่ากันถึงผลการจำหน่ายรถยนต์ในประเทศไทยดินแดนที่เคยเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่ปัจจุบันใครไม่พอใจใครก็รวบรวมสมัครพรรคพวกออกมาประกาศศักดาว่าเป็นม๊อบโน่นบ้างม๊อบนี่บ้างอีกหน่อยอาจจะมีม๊อบผู้ซื้อรถยนต์รุ่นใหม่ที่ไม่พออกพอใจกับแคมเปญกระตุ้นยอดขายของผู้จำหน่ายรถยนต์ออกมารวมตัวประท้วงให้ลดมากกว่านี้ แจกมากกว่านี้บ้างก็เป็นได้

ปีที่แล้วปี 2551 เรียกตามจักรราศีว่าปีชวดสรุปแล้วก็ชวดกันไปสมชื่อ ยอดจำหน่ายรถยนต์ทั้งปีของรถยนต์ทุกประเภทปิดที่วันที่ 31 ธันวาคม 2551 อยู่ที่ 615,269 คัน เทียบกับปีก่อนหน้าปี 2550 เป็นไปตามที่คาดไว้ลดน้อยถอยลงไป -2.5% นี่ยังดีที่ได้ผลประกอบการของรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเข้ามาช่วยเอาไว้เพราะปีที่ผ่านมาตลาดรถยนต์นั่งเติบโตสูงขึ้น33.3 % ไม่งั้นแหละก็แจ่มเลย การเติบโตของรถยนต์นั่งส่วนบุคคลคิดเป็นจำนวนตัวรถแล้วเพิ่มขึ้นมาถึงห้าหมื่นกว่าคัน ขณะที่รถปิคอัพ 1 ตันที่เคยเป็นตลาดหลักเป็นหัวใจของธุรกิจยานยนต์ในประเทศไทยยอดจำหน่ายหดหายไปหกหมื่นกว่าคันเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้านี้ บวกลบกลบหนี้แล้วทำให้ผลการจำหน่ายรถยนต์ในประเทศปี 2551 ทั้งปีออกมาอย่างที่เห็นกันอยู่

ในจำนวนรถยนต์ประเภทต่าง ๆ ที่ออกจำหน่ายในประเทศไทยของเราในปี 2551 ที่ผ่านไป ชื่อของรถยนต์ที่เป็นทางเลือกอันดับหนึ่งในใจของทุกคนได้แก่ รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้านั่นเอง ใน 615,269 คันเป็นรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้าที่ถูกนำออกไปจากโชว์รูมของผู้จำหน่ายรถยนต์โตโยต้าทั่วประเทศถึง 262,209 คันคิดเป็นส่วนแบ่งตลาดถึง 42.6% เกือบครึ่งหนึ่งของรถยนต์ที่จำหน่ายไปได้ในปี 2551 เลยทีเดียว ขณะที่คู่แข่งสำคัญ อีซูซุ ทำยอดจำหน่ายทั้งปีได้ 133,390 คันได้ส่วนแบ่งตลาด 21.7% แต่อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นโตโยต้าหรืออีซูซุยอดจำหน่ายรถยนต์ในปี 2551 ที่เพิ่งจะผ่านพ้นไปไม่นานมานี้ก็ปรับตัวลดลงจากปีก่อนหน้านี้ทั้งคู่ แต่ในส่วนของนัมเบอร์สาม ฮอนด้า ยินดีปรีดามิใช่น้อยเพราะมีดอกมีผลจากการปล่อยรถยนต์รุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องทำให้มียอดจำหน่ายที่เติบโตสูงขึ้นถึง 55.2% ทำยอดจำหน่ายรวมรถยนต์ทุกประเภททุกโมเดลได้ 90,807 คันเป็นเพียงแบรนด์เดียวใน 5 อันดับแรกของรถยนต์ที่จำหน่ายขายดีที่สุดของปี 2551ที่มียอดจำหน่ายที่สูงขึ้น สำหรับนิสสันที่หลายสิบปีก่อนเคยใช้สโลแกนที่ติดปากคนรุ่นราวคราวเดียวกันว่าเพื่อนที่แสนดีจบการขายปี 2551 ในตำแหน่งที่สี่ของตลาดรวมทั้งหมดจากยอดจำหน่ายรวมทั้งสิ้น 31,744 คันและสุดท้ายอันดับทีห้าของสุดยอดรถยนต์ที่จำหน่ายขายดีที่สุดประจำปี 2551 ได้แก่ค่ายมิตซูบิชิที่ทำยอดจำหน่ายรวมทั้งปีจากรถยนต์ทุกโมเดลได้ 24,917 คัน

ในส่วนของรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่กลายเป็นพระเอกไปเสียแล้วสำหรับปี 2551 จากยอดจำหน่ายที่ปรับตัวสูงขึ้นถึง 33.3% ทำยอดจำหน่ายรวมกันได้ถึง 226,805 คัน ที่ต้องให้เครดิตกันเป็นพิเศษต้องนี่เลยค่ายมาสด้า ทะลุทะลวงเข้ามาอยู่ในอันดับที่ห้าของรถยนต์นั่งจำหน่ายขายดี 5 อันดับแรกเบียดเมอร์เซเดส-เบนซ์เจ้าของตำแหน่งเก่าให้หล่นไปอยู่ในอันดับที่ 6 หน้าตาเฉย ส่วนในอันดับท๊อปสุดเป็นใครไปไม่ได้นอกจากบรรดารถยนต์นั่งส่วนบุคคลโมเดลต่าง ๆ จากโตโยต้าที่ทำยอดจำหน่ายทั้งปีรวมกันได้ถึง 106,863 คันคิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 47.1% ขณะที่อันดับสองของตลาดถือว่าเป็นปีเงินปีทองของ ฮอนด้า ก็ว่าได้เพราะเป็นแบรนด์เดียวที่ยอดจำหน่ายพุ่งสูงขึ้น สูงขึ้นจนปิดการขายประจำปีที่ 81,888 คันรับส่วนแบ่งตลาดไป 36.1% ปัจจัยความสำเร็จส่วนหนึ่งเกิดจากการเปลี่ยนโมเดลใหม่ทั้งฮอนด้า แจ๊สและฮอนด้า ซิตี้ซึ่งอยู่ในเซคเมนต์ที่จำหน่ายขายคล่องมากที่สุดในปัจจุบันนั่นเอง สำหรับอันดับที่สามเป็นของเชฟโรเล็ทผู้นำรถยนต์นั่งพลังงานทางเลือกปีชวดที่ผ่านไปทั้งปีทำยอดจำหน่ายทั้งเชฟโรเล็ท ออพตร้าแบบมาตรฐานและแบบพิเศษใช้ได้ทั้งก๊าซธรรมชาติแลน้ำมันเบนซินรวมไปถึงเชฟโรเล็ท อาวีโอที่ช่วงหลังหายเงียบไปเลยแต่ปีนี้ปี 2552 มีเฮแน่สำหรับรถเล็กจากค่ายนี้ เชฟโรเล็ททำยอดจำหน่ายรถยนต์นั่งทั้งปีได้ 10,182 คันคิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 4.5% ส่วนอันดับที่สี่ตกเป็นของนิสสันสามารถทำยอดจำหน่ายรวมตั้งแต่ต้นปีได้ไปทั้งสิ้น 7,641 คันรับส่วนแบ่งตลาดไป 3.4% และมาสด้าอย่างที่เกริ่นไว้ตั้งแต่ต้นรูดม่านฤดูการจำหน่ายรถยนต์นั่งปี 2551 ด้วยยอดจำหน่ายรวมทั้งสิ้น 4,183 คันมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ 1.8%

สำหรับตลาดรถปิคอัพ 1 ตันไม่ว่าจะเป็นในแบบของขับเคลื่อนสองล้อหรือขับเคลื่อนสี่ล้อโดนพิษน้ำมันเล่นเอางอมพระรามกันไปเลย กว่าจะปรับเนื้อปรับตัวตั้งหลักได้ตลาดก็หดหายไปเยอะเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้านี้โดยในปี 2551 ติดลบไป -17.0% ทำยอดจำหน่ายรวมทั้งปีได้ 323,872 คัน ทั้ง 8 แบรนด์ที่ห้ำหั่นกันอยู่ในตลาดนี้ต่างตบเท้าพาเหรดทำยอดจำหน่ายที่ลดน้อยถอยลงกว่าปีที่ผ่านมาทั้งสิ้น เบอร์หนึ่งของตลาด โตโยต้ามียอดจำหน่ายทั้งปีที่ 132,852 คันติดลบจากปีที่แล้ว16.6% อันดับสองอีซูซุติดลบไป 10.2% ทั้งปีจำหน่ายไปได้ 125,090 คัน อันดับสาม นิสสันจำหน่ายนิสสัน นาวาราได้ทั้งหมด 23,559 คันติดลบ 26.3%อันดับสี่มิตซูบิชิ ไทรทันมียอดรวมปี 2551 ที่ 18,506 คันทำยอดหายไปคิดเป็นเปอร์เซ็นต์เท่ากับ 17.4%และเชฟโรเล็ทจำหน่ายได้ 9,170 คันติดลบ 29.2%

และตลาดรถขับเคลื่อน 4 ล้ออเนกประสงค์หรือรถยนต์เอสยูวี เป็นอีกตลาดหนึ่งที่มีความผันผวนอย่างมากจากพิษเศรษฐกิจและปัจจัยเรื่องราคาน้ำมันเชื้อเพลิงถึงแม้จะมีความตืนตัวอย่างมากจากการเข้าสู่ตลาดของมิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ตในช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมาเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันให้มิตซูบิชิแจ้งเกิดในตลาดนี้ได้อย่างเต็มภาคภูมิก็ตามแต่ภาพโดยรวมของตลาดนี้ก็ยังติดลบไปจากปีก่อนหน้านี้ปี 2550 ถึง 16.5% โดยมียอดจำหน่ายรวมทั้งตลาด 23,559 คัน ฮอนด้าพลิกสถานการณ์ที่เคยเป็นรองโตโยต้าทั้งความหลากหลายของโปรดักส์และยอดจำหน่ายกลับมาครองตำแหน่งแชมป์รถยนต์เอสยูวีที่จำหน่ายได้มากที่สุดในรอบปีเป็นครั้งแรกโดยทำยอดจำหน่ายรวมทั้งปีได้ 8,919 คันตามด้วยแชมป์เก่า โตโยต้า จำหน่ายได้ 8,413 คัน เชฟโรเล็ทเข้าป้ายมาในอันดับที่สามจากยอดจำหน่ายรวมทั้งปี 2,852 คัน น้องใหม่ไฟแรงมิตซูบิชิจบสกอร์ในอันดับที่สี่มียอดจำหน่ายอยู่ที่ 1,126 คันและอันดับที่ห้าเป็นของอีซูซุทั้งปีจำหน่ายรถเอสยูวีได้รวม 770 คัน

สำหรับปี 2552 ในช่วงต้นปีดูจะเงียบเหงาไปบ้างสำหรับตลาดรถยนต์ในบ้านเราแต่คงจะเริ่มคึกคักขึ้นเป็นลำดับโดยเฉพาะในช่วงเวลาของงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนลมอเตอร์โชว์ครั้งที่ 30 ระหว่างวันที่ 26 มีนาคมถึง 6 เมษายนที่ปีนี้ชูสโลแกน ยานยนต์คนรักษ์ธรรมชาติ ณ สถานที่จัดงานที่เดิมศูนย์ไบเทค บางนาซึ่งเป็นประจำที่ค่ายรถยนต์ที่เข้าร่วมงานจะใช้เวทีนี้เป็นสถานที่เปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่พร้อมทั้งการโชว์เทคโนโลยี่ที่ก้าวหน้าล้ำสมัยด้วยยานยนต์ต้นแบบสร้างความอลังการตื่นตาตื่นใจให้กับผู้เข้าชมงานอย่างยิ่งและจะเป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งที่ยอดจำหน่ายรถยนต์ในประเทศจะสูงขึ้นกว่าช่วงเวลาปกติ เตรียมพบกับความยิ่งใหญ่ของงานแสดงรถยนต์ระดับโลกนี้ได้ในอีกไม่นานนี้แล้วครับ ยวดยานหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์เกี่ยวกับธุรกิจยานยนต์คุณภาพคับแก้วฉบับนี้มีรายงานความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องมานำเสนออย่างแน่นอน

ที่มาจาก www.grandprixgroup.com