มร.เอ็ม ชกกิ ศักยภาพ อีซูซุ ไทยศักยภาพระดับโลก

Home / ข่าวสาร / มร.เอ็ม ชกกิ ศักยภาพ อีซูซุ ไทยศักยภาพระดับโลก

หากถามว่า….อะไรที่ทำให้ มร.โมริคาซุ ชกกิ เป็นตัวเลือกของบริษัท มิตซูบิชิ คอร์ปอเรชั่น ในการเข้ารับตำแหน่งรองประธานอาวุโส รับผิดชอบกลุ่มธุรกิจอีซูซุทั่วโลก

แน่นอนว่า…คำตอบอยู่ที่ผลงานที่สั่งสมมานานกว่า 30 ปี และกว่าครึ่งเป็นการทำงานที่บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด

นั่นจึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจปฎิเสธได้ว่า ศักยภาพของ อีซูซุ ในประเทศไทยนั้น มีความแข็งแกร่งเพียงใด

เพราะในขณะที่ตลาดรถยนต์ในประเทศไทยต้องประสบกับปัจจัยลบต่างๆ มากมาย ทั้งปัญหาราคาน้ำมันที่ขยับเพิ่มสูงขึ้น สถานการณ์ความผันผวนทางการเมืองในประเทศ รวมถึงวิกฤตเศรษฐกิจโลก

แต่.. อีซูซุ ก็ยังคงเป็นรถกระบะที่ครองความนิยมจากผู้บริโภค ในฐานะที่มียอดจดทะเบียนสูงสุด นั่นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึง ความแข็งแกร่งของอีซูซุ ที่ไม่ใช่แต่ ตรีเพชรอีซูซุเซลส์เท่านั้น ยังร่วมถึงผู้แทนจำหน่ายอีซูซุ และคนใช้รถอีซูซุอีกด้วย

จากความสำเร็จของ อีซูซุ ในประเทศไทย กับการจะก้าวสู่ความสำเร็จในระดับโลก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ มิตซูบิชิ คอร์ปอเรชั่น จะมองหาหนทาง ด้วยการตั้งแต่ มร.โมริคาซุ ชกกิ ขึ้นไปดูแลกลุ่มธุรกิจของอีซูซุทั่วโลก

มร.โมริคาซุ ชกกิ เปิดใจให้ฟังเกี่ยวกับเรื่องราวในครั้งนี้ว่า

การที่จะต้องเข้าไปดูแลกลุ่มธุรกิจของอีซูซุทั่วโลก ในสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน เป็นเรื่องที่อยากลำบากพอสมควร เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ทั่วโลก

สำหรับประเทศไทย หากเทียบกับประเทศอื่นๆ ยังถือว่าดีกว่ามาก แม้ตัวเลขยอดขายในอุตสาหกรรมรถยนต์ของไทยจะลดลงไปบ้าง ซึ่งอีซูซุเองก็ได้รับผลกระทบนี้เช่นกัน แต่ด้วยความแข็งแกร่งของ ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ และผู้แทนจำหน่ายรถอีซูซุ ทำให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นมีไม่มากนัก

ซึ่งสิ่งที่จะใช้เป็นนโยบายของอีซูซุ คือ ไทยจะเป็นแม่แบบ ไม่ใช่แค่ว่าจะต้องรักษาฐานในประเทศเท่านั้น แต่ประเทศไทยต้องช่วยสนับสนุนเชิงกลยุทธ์ให้กับอีซูซุของประเทศอื่นๆ ด้วย เพราะกลยุทธ์ และความสามารถทางการตลาดของอีซูซุในประเทศไทย เป็นที่ยอมรับกันอยู่แล้ว

และการที่จะฝ่าฟันวิกฤตครั้งนี้ คือการใช้ประสบการณ์ความรู้ ความเชี่ยวชาญของประเทศไทยไปใช้

ขณะที่สถานการณ์ตลาดรถยนต์ทั่วโลกไม่ดีนัก คุณชกกิ มีความคิดเห็นอย่างไร?

ผมคิดว่า ในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาสอยู่เสมอ ครั้งนี้ก็เช่นกัน แม้นว่ารถเพื่อการพาณิชย์จะจำเป็นต่อการใช้งานก็จริง แต่เศรษฐกิจที่หดตัวลง ย่อมส่งผลให้ตลาดหดตัวตามไปด้วย ฉะนั้น สิ่งที่ผู้บริโภคคำนึงถึงมากที่สุดในตอนนี้ ก็คือ ความคุ้มค่าในการใช้จ่าย ซึ่งตรงนี้เป็นช่องทางในการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดของอีซูซุเป็นอย่างดี

นั่น…เพราะรถอีซูซุมีคุณสมบัติที่โดดเด่นมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการคุ้มค่าเงินสูงสุด การประหยัดน้ำมันมากที่สุด และความแข็งแกร่งทนทานที่สุด ซึ่งอาจจะสามารถทำให้เพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดในประเทศต่างๆ ได้

วางแผนรับมือไว้อย่างไร?

ในปีนี้เราได้พยายามเปิดตลาดใหม่ๆให้กับรถดีแมคซ์ ซึ่งก็จะทำอย่างต่อเนื่อง แต่ว่าจำนวนตลาดที่เปิดได้ใหม่อาจจะเปิดได้น้อยลง ปีที่แล้วเราเปิดตลาดใหญ่ไปแล้วที่ออสเตเลีย แล้วปีนี้เรามีแผนที่จะเปิดตลาดที่ยุโรปตะวันออกมกาขึ้น แต่ก็จะเป็นการทำตลาดแบบค่อยเป็นค่อยไป อย่างช้าๆ แต่มั่นคง คือโปรแลนด์ และโรมาเนีย

ที่ คุณชกกิ ต้องไปเพราะบริษัทแม่เป็นห่วงตลาดโลกมากกว่าตลาดไทยใช่รึเปล่า?

ก่อนอื่นต้องขอชี้แจงว่า ตลาดในประเทศไทยเป็นตลาดที่สำคัญ เนื่องจากเป็นตลาดหลักของอีซูซุ ดังนั้นเราจึงให้ความสำคัญมากที่สุด แต่ผมก็วางใจเพราะผู้บริหารของตรีเพชรอีซูซุเซลส์ต่างก็มีความสามารถ ผู้แทนจำหน่ายอีซูซุก็มีความเข้มแข็ง

ดังนั้น ถึงแม้นว่าตลาดโลกอยู่ในสภาวะที่ยากลำบากมากก็ตาม แต่ถ้าตลาดในประเทศไทยไปได้ดี ก็จะส่งผลให้โดยภาพรวมแล้วก็สามารถไปด้วยกันได้

มีวิธีเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับผู้จำหน่ายในประเทศอื่นๆ อย่างไร?

แน่นอนว่า การเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มธุรกิจอีซูซุทั่วโลก คงต้องอาศัยพื้นฐานความสำเร็จจากประเทศไทย ซึ่งบทบาทของอีซูซุในประเทศไทย จะเข้าไปมีส่วนช่วยสนับสนุนเชิงกลยุทธ์ให้กับผู้จัดจำหน่ายอีซูซุอื่นๆ ในโลกนี้ด้วย

คุณชกกิ มีแผนรับมือกับสถานการณ์ตลาดรถยนต์ในประเทศไทยอย่างไร?

ถ้าเจาะดูแต่ภายในประเทศไทยเองไม่ได้ยากลำบากเหมือนประเทศอื่นๆ สักเท่าไร ถ้ามาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนของภาครัฐบาล หรือการกระตุ้นให้เกิดการซื้อมันน่าจะได้ผลให้เกิดการซื้อมากกว่าประเทศอื่นๆ

แต่สิ่งที่จะส่งผลกระทบมากที่สุด คือ บริษัทรับจัดไฟแนนซ์ เนื่องจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจโลก ส่งผลต่อตลาดรถโดยรวม แต่สิ่งที่มีผลที่แตกต่างกันคือ เงื่อนไขของไฟแนนซ์ โดยเฉพาะการเกิดสินเชื่อด้อยคุณภาพ ทำให้สถาบันการเงินเข้มงวดเรื่องการปล่อยสินเชื่อ

ตลาดรถปิกอัพเกือบ 60 เปอร์เซ็นต์ ของตลาดรวม ถ้าตลาดรถปิกอัพไม่ขยายตัว ตลาดอื่นๆ ก็ไม่ขยายตัวตามไปด้วย การแก้ไขคือ การผ่อนคลายการเข้มงวดของบริษัทไฟแนนซ์ เนื่องจากลูกค้าที่ซื้อปิกอัพในประเทศไทย 90 เปอร์เซ็นต์เป็นลักษณะการผ่อนชำระ ดังนั้นจะต้องขึ้นอยู่กับไฟแนนซ์ด้วย

อะไรจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ ตลาดรถกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้ง

ประเทศไทยมีฐานการผลิตรถปิกอัพ 1 ตันที่ใหญ่ที่สุดในโลก ถ้าย้อนหลังไป1960 ประเทศไทยนำเข้ารถจากต่างประเทศ แต่ในปัจจุบันเราใช้ของภายในประเทศถึง 90 เปอร์เซ็นต์ อุตสหกรรมมีตัวเลขจีดีพีสูงถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของจีพีดีทั้งประเทศ ถ้าอุตสาหกรรมยานยนต์มีการขยายตัวเศรษฐกิจก้จะขยายตัวไปด้วย

รถปิกอัพได้เจริญเติบโตมาเป็นเสาหลักของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยแน่นอนว่าไทยต้องการได้เสาหลักต้นที่ 2 จึงเป็นที่มาของโครงการอีโคคาร์ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ถูกต้องยิ่งมีเสาหลักมากขึ้นหลายๆ ต้น ก็จะทำให้มั่นคงขึ้น แต่ถ้าหลักอันที่สองจะสร้างได้ก็ต่อเมือเสาหลักต้นแรกยังแข็งแรงและมั่นคงเสียก่อน

อยากขอร้องให้รัฐบาลสนับสนุนอุตสหกรรมรถปิกอัพด้วย เช่น สถาบันการเงินของรัฐ เช่น ธกส. เอสเอ็มอี และธนาคารออมสิน สามารถสนับสนุนการให้สินเชื่อกับกลุ่มผู้ใช้รถปิกอัพ นอกจากนี้ยังอยากให้มีการปรับภาษีในกลุ่มของสรรพสามิตของปิกอัพ ไม่ใช่ปรับตลอดไป แต่ให้ปรับเป็นช่วง เป็นมาตรการชั่วคราวที่กระตุ้นกำลังซื้อ

เหตุผลก็เพราะความต้องการรถปิกอัพในโลกยังมีอยุ่มาก ก่อนหน้าวิกฤตเศรษฐกิจ หลายๆ ประเทศทางด้านยุโรปมีความต้องการการใช้รถปิกอัพอยู่มาก คาดว่ารัฐบาลจะยังคงสนับสนุนอุตสหกรรมรถปิกอัพให้เป็นรถยนต์หลักของประเทศ ทำให้โอกาศอุตสาหกรรมก้าวต่อไปได้

คุณชกกิ ย้ำอีกครั้งว่า

แม้นประเทศไทยมีฐานการผลิตรถปิกอัพ 1 ตันที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่การที่จะทำให้ อีซูซุ ประสบความสำเร็จในเวทีโลกได้นั้น

จำเป็นจะต้องอาศัยฐานความสำเร็จจากประเทศไทยด้วยเช่นกัน

นี่จึงเป็นเหตุผลหลักของการเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งของ มร.โมริคาซุ ชกกิ กับการดูแลตลาดโลก

และก็เป็นอีกบทพิสูจน์
ศักยภาพอีซูซุไทย ศักยภาพระดับโลก

ที่มาจาก www.grandprixgroup.com