จีเอ็ม ปรับแผนธุรกิจเชิงรุก หวังกลับมาผงาดภายใน 24 เดือน

Home / ข่าวสาร / จีเอ็ม ปรับแผนธุรกิจเชิงรุก หวังกลับมาผงาดภายใน 24 เดือน

จีเอ็ม มุ่งมั่นปรับโครงสร้างองค์กร แก้ปัญหาตรงจุด ชูธุรกิจหลัก และเพิ่มความคล่องตัว ใช้แนวคิด น้อยกว่า-ดีกว่า กับผลิตภัณฑ์และแบรนด์ สานต่อความเป็นผู้นำด้านประหยัดพลังงาน และเทคโนโลยีพลังขับเคลื่อนแห่งอนาคต

มร.สตีฟ คาร์ไลส์ ประธานกรรมการ บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส เซาท์อีสต์ เอเชีย โอเปอเรชั่นส์ และบริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า จากการที่เจนเนอรัล มอเตอร์ส ยื่นแผนดำเนินงานต่อกระทรวงการคลังสหรัฐ โดยแผนดังกล่าวชี้ถึงเป้าหมายในการปรับโครงสร้างตามข้อตกลงเงินกู้ ทั้งการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการตลาด การพัฒนาเทคโนโลยีประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง และลดการปล่อยมลพิษ การปรับต้นทุนด้านแรงงานให้มีความเหมาะสม และการปรับโครงสร้างหนี้เสี่ยงในสหรัฐ

แผนการของจีเอ็มมีความชัดเจน และสามารถดำเนินการได้จริง และจะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน ด้วยความชัดเจนของแผนธุรกิจของจีเอ็มที่อุทิศตนในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์อันยอดเยี่ยม การออกแบบที่เร้าใจ และคุณภาพระดับโลก นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นตอบสนองความต้องการของลูกค้า ผู้เกี่ยวข้อง และสังคมโดยรวม โดยมีเป้าหมายสำคัญคือความสำเร็จที่มั่นคงในระยะยาว ขณะเดียวกัน ยังมีเป้าหมายในการพัฒนารถที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีและประหยัดพลังงาน

แต่เนื่องจากในสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน จีเอ็มกำลังทบทวนพิจารณาแผนการขยายธุรกิจในเอเชียแปซิฟิก โดยบางโครงการ อย่างการขยายการผลิต และโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ในภูมิภาคนี้จำเป็นต้องเลื่อนการดำเนินการออกไปก่อน หากไม่มีการสนับสนุนจากรัฐบาล หรือฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จีเอ็ม กำลังหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อแสวงหาการสนับสนุนการต่อยอดการลงทุนนี้ต่อไป

ตามที่ มร.คาร์ไลส์ กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ จีเอ็ม จะสานต่อการทำงาน และแผนการที่ไม่เพียงแต่จะให้ประโยชน์แก่จีเอ็มเท่านั้น หากยังส่งผลดีต่อตลาดในภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ซึ่งรวมแล้วมีบริษัทมากถึง 2,312 แห่ง ตั้งแต่บริษัทขนาดใหญ่ ไปจนถึงวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก รวมถึงซัพพลายเออร์อีกมากมายด้วย ซึ่งมีการว่าจ้างงานทั้งชายและหญิงมากถึง 600,000 คน ยังไม่นับรวมถึงกลุ่มธุรกิจย่อย รวมถึงอุตสาหกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับยานยนต์โดยตรงด้วยมร.สตีฟ กล่าวต่อว่า มูลค่าการส่งออกโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 400,000 ล้านบาทต่อปี แต่ในปี 2551 แม้ว่าจะเป็นช่วงวิกฤตเศรษฐกิจก็ตาม มูลค่าการส่งออกคิดเป็นสุทธิอยู่ที่ 482,960 ล้านบาท ในช่วงเดือนมกราคมถึงพฤศจิกายน

ตัวเลขเหล่านี้บ่งบอกให้เราเห็นถึงการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยที่มีเพิ่มขึ้น แน่นอนว่าจีเอ็มเองเป็นหนึ่งในองค์กรหลักที่ผูกพันต่อการอุทิศเพื่อการเติบโตนี้ และเป็นเหตุผลหลักว่าทำไมจีเอ็มถึงต้องมองหาการสนับสนุนด้านเงินทุนระดับท้องถิ่นเพื่อสานต่อโครงการต่างๆในประเทศไทย และเพื่อเป็นการเสริมสร้างความก้าวหน้าที่จีเอ็มดำเนินอยู่ บริษัทได้ออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อลดต้นทุน เน้นย้ำธุรกิจหลักและตั้งเป้าหมายเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แผนของเราจะแสดงให้เห็นว่าจีเอ็มสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างแข็งแกร่ง ด้วยการตั้งเป้าลดจำนวนการผลิตลง และยังแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าและความเร่งด่วนของแผนงานนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2551 ด้วยการตั้งเป้าเพื่อกลับมาสู่การได้รับผลกำไรภายใน 24 เดือน อย่างไรก็ตาม แผนงานเสริมสร้างความแข็งแกร่งของจีเอ็ม จำเป็นต้องได้รับแรงสนับสนุนและการอุทิศตนทำงานจากผู้เกี่ยวข้องกับจีเอ็มทุกฝ่ายทั่วโลก ทั้งฝ่ายบริหาร พนักงาน สหภาพ ซัพพลายเออร์ ผู้แทนจำหน่าย นักลงทุน และผู้ถือครองพันธบัตร มร.คาร์ไลส์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้ เป็นสิ่งที่เราจำเป็นจะต้องดำเนินการเพื่อความอยู่รอดในภาวะวิกฤตในปัจจุบัน และตั้งเป้าให้จีเอ็มประสบความสำเร็จแบบยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งแผนการนี้เปรียบเสมือนสัญญาณที่บ่งบอกถึงการก้าวข้ามสู่ศตวรรษที่ 21 นี้ และการดำเนินงานต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อทำให้แผนงานนำไปสู่การกระทำ และเรารู้สึกซาบซึ้งอย่างยิ่งกับทุกการสนับสนุนและกำลังใจที่เราได้รับเสมอมา เพื่อให้เราได้ก้าวต่อไปข้างหน้าเพื่อดำเนินธุรกิจต่อไปด้วยความแข็งแกร่ง

ที่มาจาก www.grandprixgroup.com