Mercedes-Benz The new S-Class สุดยอดยนตรกรรมหรูระดับโลก

Home / ข่าวสาร / Mercedes-Benz The new S-Class สุดยอดยนตรกรรมหรูระดับโลก

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวสุดยอดยนตรกรรมหรูระดับโลกในตระกูล S-Class ใหม่ล่าสุดด้วยรุ่น S 400 HYBRID AMG Premium รหัสตัวถัง V 222 ด้วยความเลิศหรู อลังการ มาพร้อมกับภาพลักษณ์ใหม่ของการออกแบบบ่งบอกถึงความเป็นผู้นำแห่งยนตรกรรมหรูหราระดับพรีเมี่ยม The new S-Class ยานยนต์ที่ได้รับการรังสรรค์ใหม่ภายใต้แนวคิด Vision accomplished  ด้วยความเป็นเลิศแห่งวิศวกรรมยานยนต์สำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ระบบการขับขี่แบบอัจฉริยะ (Intelligent Drive)  เทคโนโลยีประหยัดพลังงานใหม่ล่าสุด (Efficient Technology) และความหรูหราสง่างามในทุกองค์ประกอบ (Essence of Luxury) โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ดีไซน์ใหม่หมดที่คงความหรูหรา น่าหลงใหล ล่าสุดได้รับรางวัลด้านดีไซน์ระดับโลกจาก Red Dot Award 2013 และ Automotive Brand Contest 2013 นอกจากนั้นยังเต็มไปด้วยสมรรถนะอันทรงพลัง โดยมาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซินไฮบริดแบบ V6  พร้อมระบบช่วยเหลือด้านความปลอดภัยและความสะดวกสบายที่ทำให้เมอร์เซเดส-เบนซ์เป็นรถยนต์ที่ขับขี่ปลอดภัยอย่างชาญฉลาด ในราคา 11,400,000 บาท เฉพาะที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการเท่านั้น

Mercedes-Benz The new S-Class สุดยอดยนตรกรรมหรูระดับโลก รูปที่ 1

ดีไซน์ภายนอก – สะท้อนความทันสมัยและดึงดูดทุกสายตา
The new S-Class โฉมใหม่ได้รับการปรับเปลี่ยนใหม่หมด แต่ยังคงความหรูหราสง่างาม ซึ่งได้ผสมผสานแนวคิดการออกแบบที่ทันสมัยและเฉียบคมงดงามน่าดึงดูดใจ มีความเป็นสปอร์ตมากขึ้น โดยกระจังหน้ามีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ซึ่งได้รับการออกแบบให้มีความโดดเด่นเป็น 3 มิติ นับตั้งแต่ฝากระโปรงแบบ long bonnet  ความสวยงามของลายเส้นพริ้วไหวด้านข้าง (dropping line)  ความโค้งมนของเส้นหลังคา (roof line)  ตลอดด้านท้ายรถที่ออกแบบให้มีความลาดเท ทำให้ S-Class ใหม่มีสัดส่วนตัวรถสวยงามสมบูรณ์แบบ และยังมีอารมณ์ความเป็นสปอร์ตเหมือนรถยนต์คูเป้ด้วย  ตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมยานยนต์หรู

Mercedes-Benz The new S-Class สุดยอดยนตรกรรมหรูระดับโลก รูปที่ 2

โดยมิติของตัวรถ The new S-Class มีขนาดใหญ่ขึ้นมากกว่ารุ่นเดิมคือ ความยาว x  ความกว้าง  x ความสูง ที่ 5,246 x 1,899 x 1,496 มม. ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ทำให้รุ่นใหม่นี้มีความยาวขึ้น 20 มม. กว้างขึ้น 28 มม. และสูงขึ้น 17 มม. ทำให้มีพื้นที่ใช้สอยเพิ่มมากขึ้นและเพิ่มความสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร  สำหรับพื้นที่ห้องโดยสารด้านหน้าคนขับมีพื้นที่เหนือศีรษะ (headroom) เพิ่มขึ้น 14 มม. พื้นที่ช่วงไหล่ (shoulder room) ของผู้โดยสารด้านหน้าเพิ่มขึ้น 14 มม. และผู้โดยสารด้านหลังเพิ่มขึ้น 11 มม. พื้นที่ห้องโดยสารด้านหลังช่วงขา (kneeroom) เพิ่มขึ้น 16 มม. ให้ความสะดวกสบายแก่ผู้โดยสารตอนหลังมากขึ้นกว่าเดิม ส่วนค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานตามหลักอากาศพลศาสตร์ (Cd) ของรถรุ่น S 400 HYBRID AMG Premium อยู่ที่ 0.26 สำหรับเมอร์เซเดส-เบนซ์ S-Class อย่างไรก็ดีอาจกล่าวได้ว่าค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานของตระกูล  S-Class รุ่นใหม่ นี้มีค่าต่ำสุดเท่ากับ 0.23 ซึ่งนับเป็นประวัติการณ์ใหม่ในเซ็กเมนท์ของรถยนต์รุ่นนี้และเป็นที่สองรองจากรุ่น CLA-Class ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานต่ำที่สุดในโลกคือแค่ 0.22    

Mercedes-Benz The new S-Class สุดยอดยนตรกรรมหรูระดับโลก รูปที่ 3

เทคโนโลยีส่องสว่างแบบ LED ทั้งคัน
เมอร์เซเดส-เบนซ์ S-Class รุ่นใหม่นี้ ใช้เทคโนโลยีระบบส่องสว่างเป็นแบบ LED  ตลอดทั้งคันทั้งภายนอกและภายใน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของโลก โดยรวมรถคันนี้มีหลอดไฟ LED รวมกันเกือบ 500 ดวง โดยไฟหน้าใช้หลอดไฟ LED ข้างละ 56 ดวง ไฟท้าย ใช้หลอดไฟ LED ข้างละ 35 ดวง โดยมีหลอดไฟ LED สำหรับตัดหมอกหลังอีก 4 ดวง ส่วนภายในห้องโดยสารของตัวรถมีใช้มากถึง 300 ดวง  โดยสามารถประหยัดพลังงานโดยรวมถึงกว่า 75 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับหลอดไส้แบบธรรมดา นอกจากนั้นยังมีระบบ LED Intelligent Light System สำหรับโคมไฟหน้าซึ่งจะช่วยปรับลำแสงให้เหมาะสมกับสถานการณ์และสภาพอากาศ อาทิ  การขับขี่ในชนบท (country mode), การขับขี่บนทางหลวง (motorway mode ), การขับขี่บนถนนที่ปกคลุมไปด้วยหมอก (enhanced fog lamps), การปรับโคมไฟหน้ารถตามการเลี้ยวของพวงมาลัย (active light function), การเพิ่มความส่องสว่างขณะเลี้ยวโค้ง (cornering light function) และการปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Adaptive Highbeam Assist Plus)

Mercedes-Benz The new S-Class สุดยอดยนตรกรรมหรูระดับโลก รูปที่ 4

ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ Adaptive Highbeam Assist Plus
นับเป็นครั้งแรกกับระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติแบบ Adaptive Highbeam Assist Plus  ที่ระบบจะปรับลดระดับแสงไฟสูงลงอัตโนมัติเมื่อพบว่ามีรถยนต์คันอื่นวิ่งสวนทางมาหรือเข้าใกล้รถยนต์คันที่วิ่งนำหน้าอยู่  ส่งผลให้ผู้ขับขี่สามารถเปิดไฟสูงไว้ที่ระดับสูงสุดได้ตลอดเวลาโดยที่ไฟสูงจะไม่รบกวนหรือก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้ถนน และผู้ขับขี่ไม่จำเป็นต้องปิดหรือเปิดไฟสูงด้วยตนเองบ่อยๆ ทำให้ผู้ใช้งานสามารถขับขี่โดยเปิดไฟสูงไว้ได้นานขึ้นจึงขับขี่ได้อย่างปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

Mercedes-Benz The new S-Class สุดยอดยนตรกรรมหรูระดับโลก รูปที่ 5

ระบบไฟท้ายที่สามารถปรับความเข้มของแสงได้อัตโนมัติ เพื่อผู้ใช้ถนน
เมอร์เซเดส-เบนซ์นับเป็นเจ้าแรกที่ได้พัฒนาระบบไฟส่องสว่างโดยคำนึงถึงความปลอดภัยผู้ใช้ถนน โดยได้พัฒนาไฟท้ายให้สามารถปรับระดับความสว่างได้ตามสถานการณ์ของการขับขี่และสิ่งแวดล้อมขณะนั้น โดยไฟเบรกและไฟสัญญาณต่างๆ ด้านท้ายสามารถปรับระดับของความสว่างได้ตามลักษณะการใช้งานและสภาพแวดล้อม (ทั้งกลางวันและกลางคืน)  ตัวอย่างเช่น หากผู้ขับขี่เหยียบเบรกเพื่อหยุดรถรอสัญญาณไฟตอนกลางคืน ระบบจะลดระดับความสว่างของไฟลงเพื่อไม่แยงตาผู้ขับขี่รถคันหลัง 

Mercedes-Benz The new S-Class สุดยอดยนตรกรรมหรูระดับโลก รูปที่ 6

การตกแต่งภายใน – หรูหราสง่างามทุกรายละเอียด
การตกแต่งภายในของ The new S-Class ยังคงเน้นองค์ประกอบที่ผสานเอารูปแบบดั้งเดิม ความหรูหรา และแนวคิดของรถซาลูนรุ่นใหม่ให้เข้ากันได้อย่างกลมกลืนภายใต้แนวคิดความนุ่มสบายขณะขับขี่ ความกว้างขวาง รวมไปถึงอุปกรณ์คุณภาพสูงภายในรถที่สามารถใช้งานได้ง่าย เน้นการใช้วัสดุคุณภาพสูงและการออกแบบที่เน้นการใช้งานได้จริงเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นลายไม้ที่ได้รับการออกแบบพิเศษ designo high-gloss sunburst brown myrtle wood แบบ 2 โทนสี (two-tone) รวมทั้งเบาะนั่งหุ้มหนัง Nappa แบบ Exclusive package ตัดเย็บลายเบาะแบบ diamond design พร้อมด้วยผ้าหลังคา และแผงบังแดดด้านหน้าหุ้มด้วย DINAMICA microfibre  พร้อมด้วยไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสาร (Ambient Lighting) ที่สามารถปรับเฉดได้ถึง 7 สี นอกจากนั้นยังติดตั้งพวงมาลัยหุ้มหนังสลับลายไม้ 2 ก้านแบบมัลติฟังก์ชั่น ซึ่งเป็นพวงมาลัยนิรภัยพร้อมพาวเวอร์ที่สามารถปรับน้ำหนักได้ตามความเร็วรถ ซึ่งจะช่วยทำให้การควบคุมทิศทางรถเป็นไปอย่างเที่ยงตรงแม่นยำและปลอดภัย

Mercedes-Benz The new S-Class สุดยอดยนตรกรรมหรูระดับโลก รูปที่ 7

ระบบควบคุมพร้อมจอดิสเพลย์แบบใหม่ ศูนย์รวมระบบสั่งการที่เหนือกว่า
ระบบให้บริการข้อมูลของ The new S-Class จะแสดงผลผ่านหน้าจอดิสเพลย์แบบ TFT มีความละเอียดสูงมีขนาด 31.2 ซม. จำนวน 2 จอโดยตัวแรกด้านหน้าคนขับสำหรับให้ข้อมูลการวัดค่าต่างๆ บนแผงหน้าปัด เช่น มิเตอร์วัดความเร็ว ความเร็วรอบ ระยะทางและอื่นๆ ส่วนจอด้านซ้ายสำหรับให้ข้อมูลระบบความบันเทิงต่างๆ  รวมถึงการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต และยังสามารถควบคุมการทำงานได้จากรีโมทคอนโทลและแป้นควบคุมตรงคอนโซลกลางที่ได้รับการออกแบบอย่างสวยงาม สามารถควบคุมการทำงานได้สะดวก ในขณะที่ระบบความบันเทิงในที่นั่งด้านหลังมีจอแสดงผลอีก 2 ตำแหน่ง ขนาด 25.4 ซม. (Individual Entertainment in the rear) ที่ติดตั้งอยู่บริเวณด้านหลังของพนักพิงที่นั่งคู่หน้า ซึ่งให้บริการด้านข้อมูลและความบันเทิงต่างๆ แก่ผู้โดยสารตอนหลังโดยแยกอิสระ ระบบ COMAND Online ควบคุมการทำงานของวิทยุ – ดีวีดี และเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตพร้อม Controller และระบบนำทาง (navigation system) นอกจากนั้นยังมีรีโมทคอนโทรลควบคุมการทำงานของระบบ COMAND Online สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง รวมถึงระบบสั่งการด้วยเสียง (LINGUATRONIC) ด้วย
ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ 

ระบบควบคุมอุณหภูมิภายในเมอร์เซเดส-เบนซ์ S-Classใหม่ สามารถปรับอุณหภูมิได้พอเหมาะสะดวกสบายทุกที่นั่งซึ่งนับเป็นมาตรฐานใหม่ที่ระบบสามารถแยกการทำงานอิสระได้ตามความต้องการของผู้โดยสารแต่ละที่นั่ง เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้โดยสารด้านหลังมากขึ้น ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติสำหรับที่นั่งด้านหลังแบบแยกเป็น 2 โซน ได้ถูกพัฒนาขึ้นใหม่ซึ่งควบคุมการทำงานโดยใช้ระบบท่อน้ำยาแอร์แยกอิสระโดยระบบจะติดตั้งอยู่ที่คอนโซลกลาง 

Mercedes-Benz The new S-Class สุดยอดยนตรกรรมหรูระดับโลก รูปที่ 8

AIR-BALANCE package สร้างบรรยากาศเพื่อความสดชื่น 
The new S-Classได้รับการติดตั้งระบบ active perfuming system มาพร้อมกับ AIR-BALANCE Package เป็นครั้งแรกของโลก โดยระบบจะผลิตกลิ่นหอมและปรับระดับความหอมได้ด้วยตัวคุณเอง ซึ่งเมอร์เซเดส-เบนซ์ยังได้แนะนำน้ำหอมปรับอากาศคุณภาพสูง เพื่อให้ความสดชื่นและความรื่นรมย์มากขึ้น โดยกลิ่นหอมที่ใช้มีให้เลือก 4 กลิ่น ได้แก่ FREESIDE MOOD, NIGHTLIFE MOOD, DOWNTOWN MOOD และ SPORTS MOOD

เบาะนั่งระดับเฟิร์สคลาสเพื่อความสะดวกสบายตลอดการเดินทาง
นวัตกรรมของการพัฒนาเบาะนั่งใหม่โดยเน้นให้ความสะดวกสบายมากขึ้นโดยได้รับการออกแบบโครงสร้างเบาะให้มีน้ำหนักเบาขึ้นประมาณ 20 กก. โดยติดตั้งระบบนวดแบบผ่อนคลายแบบ ENERGIZING Massage ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของโลกที่ติดตั้งในรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ S-Class รุ่นใหม่นี้ ระบบนวดแบบ ENERGIZING Massage ใช้หลักการนวดผ่อนคลายเหมือนการใช้หินร้อนโดยสามารถเลือกโปรแกรมนวดได้ถึง 6 แบบเพื่อการผ่อนคลายและสะดวกสบายได้แก่ 
1.Hot Relaxing Massage Back
2.Hot Relaxing Massage Shoulder
3.Activating Massage
4.Classic Massage
5.Mobilizing Massage
6.Workout

ในเบาะที่นั่งคู่หน้าและคู่หลังของ S-Class ใหม่เป็นแบบ Climatised seat ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของโลกเช่นกันที่ใช้เบาะนั่งพร้อมระบบระบายอากาศเบาะนั่งโดยใช้พัดลมดูดอากาศ (reversing fans) และระบบอุ่นเบาะนั่ง ให้มีอุณหภูมิพอเหมาะสะดวกสบายตลอดการขับขี่

Mercedes-Benz The new S-Class สุดยอดยนตรกรรมหรูระดับโลก รูปที่ 9

สำหรับเบาะนั่งด้านหลังฝั่งซ้ายเป็นแบบ Executive Seat  สามารถปรับเอนพนักพิงเพิ่มขึ้นได้จาก 37 เป็น 43.5 องศา ซึ่งเป็นองศาของการปรับเอนพนักพิงที่มากที่สุด ในเซ็กเมนต์ของรถยนต์รุ่นนี้ นอกจากนั้นยังสะดวกสบายด้วยที่รองขา (leg support) ที่ผู้ใช้สามารถปรับขนาดความยาวและองศาได้ตามต้องการเพิ่มความสบายในการพักผ่อนมากขึ้น

ที่นั่งตอนหลังใน S-Class ใหม่เพิ่มแพ็กเกจสำหรับผู้โดยสาร (Chauffeur package)  ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกสบายและป้องกันการได้รับการบาดเจ็บจากการเกิดอุบัติเหตุ ด้วยฟังก์ชั่น “Chauffeur” ที่สามารถปรับเลื่อนเบาะที่นั่งผู้โดยสารด้านหน้าไปด้านหน้าได้อีก 40  มม. และเลื่อนขึ้นด้านบนได้อีก 37 มม.จากตำแหน่งปกติ ทำให้มีพื้นที่วางขา สำหรับผู้โดยสารตอนหลังเพิ่มขึ้น  ขณะเดียวกันผู้โดยสารสามารถผ่อนคลายเต็มที่ด้วยการใช้ที่พักส้นเท้าหรือ  (heel rest) เมื่อมีการพับเบาะนั่งด้านหน้า ซึ่งนับเป็นมาตรฐานใหม่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ในเรื่องการการพักผ่อนแบบสะดวกสบายตลอดการเดินทาง

พนักพิงศีรษะแบบ EASY ADJUST head restraint  ซึ่งเพิ่มความสะดวกสบายและความปลอดภัยมากขึ้น โดยจะทำงานอัตโนมัติปรับระดับให้ความพอเหมาะระหว่างศีรษะและพนักพิง และหมอนรองศรีษะของที่นั่งผู้โดยสารด้านหน้ายังสามารถพับหรือถอดได้เพื่อไม่ให้บดบังทัศนียภาพของผู้โดยสารตอนหลัง

เบาะนั่งที่ผลิตโดยเมอร์เซเดส-เบนซ์ : เพื่อมาตรฐานที่ดีที่สุด
เมอร์เซเดส-เบนซ์เป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์เพียงไม่กี่รายที่ผลิตเบาะนั่งด้วยตนเองทั้งในรุ่น E-Class และ S-Class ทั้งนี้เพื่อมาตรฐานคุณภาพสูงสุดและความทนทานในการใช้งานได้ยาวนาน ขณะเดียวกันเมอร์เซเดส-เบนซ์ยังเป็นผู้นำตลาดในการคิดค้นฟังก์ชั่งใหม่ๆอีกด้วย เช่น  ระบบนวดแบบ ENERGIZING Massage ซึ่งสร้างขึ้นจากหลักการนวดโดยใช้หินร้อน อีกด้วย

โดยกระบวนการผลิตเบาะนั่งนั้นเมอร์เซเดส-เบนซ์ ใช้พนักงานช่างฝีมือกว่า 600 คน ภายใต้กระบวนการผลิตที่มีความซับซ้อนและละเอียดอ่อน ผสานกับงานฝีมือขั้นสูงควบคู่กับเทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมถึงเรื่องของความใส่ใจในรายละเอียด ความประณีตในการเดินด้ายและการเย็บเบาะหนังและการเลือกสีสรรค์ ในรถแต่ละรุ่นซึ่งมีความหลากหลาย

ระบบความบันเทิงใหม่ล่าสุด ที่จะเปลี่ยนห้องโดยสารให้เป็นเวทีคอนเสิร์ต
The new S-Class ใช้ชุดเครื่องเสียงคุณภาพ Burmester® Surround Sound System พร้อมลำโพง 13 ตัว ซึ่งให้ระดับเสียงคมชัดเซอร์ราวซาว์รอบทิศทางแบบ “feel-good sound”  โดยจะทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพกับระบบ Frontbass system ซึ่งเป็นระบบที่ เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้พัฒนาเทคโนโลยีนี้และได้นำมาใช้ในรถยนต์ซาลูนเป็นครั้งแรก 

Mercedes-Benz The new S-Class สุดยอดยนตรกรรมหรูระดับโลก รูปที่ 10

ระบบการขับเคลื่อน – ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างเหนือชั้น
The new S-Class มีอัตราการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงน้อยกว่ารุ่นก่อนถึงร้อยละ 20 ซึ่ง เมอร์เซเดส-เบนซ์มีเป้าหมายที่จะเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมโลกสีเขียว (Green Leadership) โดยรุ่นที่เปิดตัวในประเทศไทย คือ รุ่น S 400 HYBRID  AMG Premium ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซิน แบบ V6 ขนาด 3,498 ซีซี กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 225 กิโลวัตต์ (306 แรงม้า) แรงบิดสูงสุด 370 นิวตันเมตรที่ 3,500 – 5,250 รอบต่อนาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า โดยมีกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าที่  20 กิโลวัตต์ (27 แรงม้า)  แรงบิดสูงสุดที่ 250 นิวตันเมตร อัตราเร่งจาก 0 – 100 กม./ชม. ภายในระยะเวลา 6.8 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 16 กม./ ลิตร และอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยเฉลี่ย 147 กรัม/กม. โดยพละกำลังถูกถ่ายทอดผ่านเกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 7 จังหวะแบบ 7G-TRONIC PLUS พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย แบบ DIRECT SELECT

Mercedes-Benz The new S-Class สุดยอดยนตรกรรมหรูระดับโลก รูปที่ 11

โครงสร้างตัวถังให้ความปลอดภัยสูงสุดและน้ำหนักที่เบากว่าเดิม
เมอร์เซเดส-เบนซ์ S-Class ใหม่นี้เลือกใช้โครงสร้างแบบอะลูมเนียมผสม และใช้วัสดุที่มีน้ำหนักเบากว่าที่เคยใช้ในรุ่นก่อนหน้าถึง 95 กิโลกรัม แต่มีความแข็งแกร่งและทนทานต่อแรงบิดเพิ่มขึ้น 50 เปอร์เซ็นต์ ส่วนโครงสร้างของห้องโดยสารนิรภัยนั้นสร้างขึ้นจากเหล็กหล่อที่มีความแกร่งสูง ซึ่งรวมไปถึงการใช้คานนิรภัยที่มีระดับความแข็งแรงเหมาะสมทั้งกับน้ำหนักและขนาดของตัวรถ ซึ่งการใช้วัสดุน้ำหนักเบาเป็นโครงสร้าง การปรับปรุงมิติของโครงสร้าง รวมถึงการใช้เทคโนโลยีการประกอบตัวถังขั้นสูง นับเป็นการพัฒนาไปอีกขั้นของยานยนต์ในกลุ่มซาลูน
ระบบปกป้องก่อนเกิดเหตุ เพิ่มความปลอดภัยมากขึ้น

ระบบปกป้องก่อนเกิดเหตุ PRE-SAFE® เป็นแนวคิดระบบความปลอดภัยที่ได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพมาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้เพิ่มระบบ PRE-SAFE® Impulse ซึ่งจะทำงานเมื่อเกิดอุบัติเหตุจากด้านหน้า โดย ผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้าจะถูกเข็มขัดนิรภัยดึงให้ออกห่างจากทิศทางที่ถูกเชี่ยวชนตั้งแต่จังหวะแรกก่อนรถถูกชน และจะลดแรงดึงกลับ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงและความรุนแรงของอาการบาดเจ็บที่จะเกิดขึ้น

Mercedes-Benz The new S-Class สุดยอดยนตรกรรมหรูระดับโลก รูปที่ 12

เพิ่มระบบปกป้องสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง: มาตรฐานความปลอดภัยใหม่ล่าสุดใน S-Class ใหม่
เมอร์เซเดส-เบนซ์เพิ่มอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยให้กับผู้โดยสารด้านหลังมากขึ้น ด้วยหัวเข็มขัดนิรภัยแบบเรืองแสงที่เบาะหลังแบบปรับระดับเองอัตโนมัติ (Active Seat-Belt Buckle) เข็มขัดนิรภัยแบบถุงลมสำหรับผู้โดยสารด้านหลังริมหน้าต่าง (Beltbag) ระบบตัดการทำงานถุงลมนิรภัยอัตโนมัติ และถุงลมนิรภัยด้านข้าง ซึ่งทำงานร่วมกับระบบ PRE-SAFE® ช่วยลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บให้กับผู้โดยสารที่นั่งเบาะหลัง ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่อยู่ในระบบ PRE-SAFE® Rear Package หัวเข็มขัดนิรภัยแบบเรืองแสงจะถูกยกขึ้นโดยอัตโนมัติด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเมื่อประตูหลังถูกเปิดเพื่ออำนวยความสะดวกในการคาดเข็มขัดนิรภัย  เพื่อประโยชน์ในการป้องกันการบาดเจ็บบริเวณกระดูกเชิงกรานและบริเวณส่วนหน้าอกของผู้โดยสารได้มากขึ้น เข็มขัดนิรภัยเบาะหลังนี้จะทำหน้าที่ปกป้องโดยรั้งตัวผู้โดยสารโดยอัตโนมัติเพื่อเตรียมพร้อมกับอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น 

Mercedes-Benz The new S-Class สุดยอดยนตรกรรมหรูระดับโลก รูปที่ 13

ระบบช่วยเหลืออัจฉริยะจากเมอร์เซเดส-เบนซ์
The new S-Class มาพร้อมกับเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยใหม่ที่ผสานความสะดวกสบายและความปลอดภัยเข้าไว้ด้วยกันซึ่งเรียกว่าระบบ “Mercedes-Benz Intelligent Drive” เพื่อให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้รับความปลอดภัยสูงสุด ด้วยระบบการช่วยเหลือและระบบความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ โดยระบบดังกล่าวมีพื้นฐานมาจากแนวคิดการปกป้องก่อนเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุเข้าไว้ด้วยกันภายใต้ระบบควบคุมอัจฉริยะเพียงหนึ่งเดียวที่ทำงานสอดประสานกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบปกป้องก่อนเกิดเหตุ (PRE-SAFE® system) โปรแกรมการควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ ESP® เข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุด 4 ที่นั่งผ่อนแรงและรั้งกลับอัตโนมัติ ถุงลมนิรภัยด้านหน้า 2 ตำแหน่ง สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้า พร้อมเซ็นเซอร์วัดแรงปะทะและการคาดเข็มขัดนิรภัย ถุงลมนิรภัยด้านข้าง 4 ตำแหน่ง สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้าและด้านหลัง ม่านถุงลมนิรภัยป้องกันศีรษะ สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารทั้ง 4 ตำแหน่ง (window bags)

นอกจากนั้นยังมีระบบอำนวยความสะดวกและระบบความปลอดภัยอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่  (ATTENTION ASSIST) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี ASR (Acceleration skid control) ระบบเบรก ADAPTIVE BRAKE พร้อมฟังก์ชั่น HOLD และ Hill-Start Assist ระบบรักษาระดับความเร็ว (cruise control) และจำกัดความเร็ว (SPEEDTRONIC) เซ็นเซอร์ช่วยในการนำรถเข้าจอด (PARKTRONIC) กล้องแสดงภาพด้านหลังขณะถอยรถ (reversing camera) และระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Active Parking Assist) ฟังก์ชันเปิดฝากระโปรงท้ายอัตโนมัติ (HANDS-FREE ACCESS) และระบบ MAGIC VISION CONTROL ซึ่งเป็นระบบการทำงานของใบปัดน้ำฝนที่มีประสิทธิภาพสูง โดยน้ำฉีดล้างกระจกจะถูกส่งออกมาจากก้านปัดน้ำฝนโดยตรง โดยมีการปัดในสองทิศทาง ทำให้ไม่มีการกระจายตัวของละอองน้ำที่จะมาบดบังทัศนวิสัยของผู้ขับขี่ในขณะฉีดน้ำ และยังช่วยให้การทำความสะอาดกระจกบังลมหน้าสามารถทำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ