เบนซ์ เอส 350 ซีดีไอ สุดยอดผู้นำเทคโนโลยี

Home / ข่าวสาร / เบนซ์ เอส 350 ซีดีไอ สุดยอดผู้นำเทคโนโลยี

หลบร้อนการเมืองไปชมงานมอเตอร์โชว์ดูรถสวย รถหรู เพลิน ๆ สายตาต้องสะดุดกับ เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาสใหม่ที่สัปดาห์นี้ “ป้ายแดงชวนขับ” ได้นำ รุ่น เอส 350 ซีดีไอ คันโก้มาเปิดตัวให้เห็นชัด ๆ กันมากขึ้น สำหรับเอส 350 ซีดีไอใหม่ใช้รหัสตัวถัง W221 เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2548  ประสบความสำเร็จด้วยยอดขายทั่วโลกกว่า 270,000 คัน ทำให้เป็นรถต้นแบบแห่งสุดยอดยนตรกรรมหรูระดับพรีเมี่ยมที่โดดเด่นทั้งด้าน สมรรถนะ เทคโนโลยีระบบความปลอดภัยที่เป็นเลิศนวัตกรรมอันล้ำสมัยที่ให้ความสะดวกสบายสำหรับผู้โดย สาร และยังเป็นยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

 

   
เอส 350 ซีดีไอมาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล วี 6 แบบบลูเอฟฟิเชียนซี ที่ได้รับการปรับโครงสร้างของรถเพื่อให้มีความลู่ลมมากที่สุด ช่วยให้ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง ทำงานพร้อมเกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 7 จังหวะ ให้แรงม้าสูงสุด 211 แรงม้าที่ 3,800 รอบ/ นาที ให้แรงบิดสูงสุด 540 นิว ตัน-เมตร ที่ 1,600-2,400 รอบ/นาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายในเวลา 7.8 วินาที ให้ความเร็วสูงสุดที่ 250 กม./ชม. รวมทั้งลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ ถึง 7% เทียบกับรุ่นก่อนหน้า จึงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ดีการปรับโครงสร้างของรถทำให้ลดเสียงดังจากการปะทะของลมได้มากขึ้น
   
สำหรับมาตรฐานความปลอดภัย ทางเบนซ์ได้พัฒนาระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่เพื่อช่วยป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งระบบนี้จะทำงานเหมือนเป็นเพื่อนผู้ร่วมทางของผู้ขับขี่ ทั้งมองเห็นและมีความรู้สึกในการตอบรับจากอันตรายหรืออุบัติเหตุที่อาจเกิด ขึ้นหรือบรรเทาให้เราได้รับผลกระทบน้อยที่สุด
   
สำหรับเอส-คลาสใหม่ตัวนี้ยังเต็มไปด้วยนวัตกรรมอันล้ำสมัยเพื่อความปลอดภัย สูงสุดของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร อันประกอบด้วยระบบเซ็นเซอร์ที่จะส่งสัญญาณภาพและเสียงเตือนทันทีเมื่อผู้ขับ ขี่เกิดอาการเหนื่อยล้า ขณะที่รถวิ่งด้วยความเร็ว 80-180 กม./ชม. ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่เป็น  ประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการขับขี่ทางไกล พร้อมระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติเพื่อช่วยให้ทัศนวิสัยการขับขี่ยามค่ำคืนเป็นไป อย่างชัดเจนและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น   

 

 

            

นอกจากนี้ยังมีระบบช่วยการมองเห็นยามค่ำคืน ประกอบด้วยแสงอินฟราเรดและกล้องขนาดเล็กเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการมอง เห็นและลดอุปสรรคสำหรับการขับขี่ในเวลากลางคืน
   
นอกจากนี้ยังมีระบบมัลติมีเดียซึ่งผู้โดยสารสามารถเข้าถึงทุกฟังก์ชันอย่าง ง่ายดายและรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ วิทยุ และเครื่องเล่นดีวีดีที่รองรับไฟล์เพลงแบบเอ็มพี 3 หรือเลือกสั่งการทำงานโดยใช้เสียงผ่านระบบลิงกัวโทรนิก อีกทั้งบันทึกเพลงโปรดในหน่วยความจำได้มากถึง 2,500 เพลง
   
เพิ่มความพิเศษด้วยระบบจอภาพแสดงผลแบบสปลิตวิว ซึ่งแสดงภาพ 2 มุมมองภายใต้จอแสดงผลเดียว เป็นครั้งแรกของโลกยานยนต์ในการนำเทคโนโลยีชั้นสูงนี้มาใช้ ซึ่งในขณะที่ผู้ขับขี่อ่านแผนที่จากระบบนำทาง ผู้โดยสารด้านหน้าก็สามารถชมภาพยนตร์จากเครื่องเล่นดีวีดีบนหน้าจอเดียวกัน ได้ นับเป็นเทคโนโลยีที่หรูหราสมฐานะอย่างแท้จริง.

– อภิสิทธิ์ของชนชั้นผู้นำ
หากจะวิจารณ์ถึงการออกแบบของเอส-คลาส ใหม่คันนี้ คงต้องแบ่งออกเป็นสองส่วนใหญ่ ๆ คือสิ่งที่ปรับใหม่ และความโดดเด่นที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยได้สัมผัสซึ่งสงวนไว้สำหรับผู้ที่มีสิทธิ ครอบครองเท่านั้น    

สิ่งที่ใส่เข้ามาใหม่ของรุ่นเอส-คลาส คันนี้นอกจากเครื่องยนต์รุ่น ใหม่แล้ว สิ่งที่มองเห็นได้ด้วย  “ตา” จากภายนอกก็คือโคมไฟคู่หน้าโฉมใหม่ที่ดู “ปิ๊ง” กว่าเดิม เป็นไฟแบบไบซีนอนที่สามารถปรับโคมไฟหน้าตามการเลี้ยวของพวงมาลัย พร้อมเพิ่มหลอดไฟตัดหมอกแบบแอลอีดีที่ด้านล่างที่ให้แสงจัดจ้ากว่าเดิมถึง 10 เท่า และมาพร้อมกับไฟท้ายทรง  ใหม่ (บอกลาไฟท้ายแบบคาดสีเดียวกับตัวรถไปเลย) ที่ใช้แอลอีดีถึง 52 ดวงที่ส่องสว่างไกล นอกจากนั้นกันชนหน้าและท้ายก็ได้รับการออกแบบใหม่หมด โดยเฉพาะด้านท้ายนั้น กันชนถูกออกแบบให้มีเส้นสายรับกับซุ้มล้อได้กลมกลืนและเฉียบขาดกว่ารุ่นเดิม และโชว์ท่อไอเสียที่เป็นทรงสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนที่สอดประสานกับกันชนได้ลง ตัวมาก ๆ เรียกได้ว่ารุ่นที่ผ่านมาแม้จะแจ่มแจ๋วอยู่ ก็หมองลงไปถนัดตาเมื่อเทียบกับรุ่นใหม่นี้

แต่จุดที่แจ่มแจ๋วจริงและเป็นสิ่งที่สงวนไว้สำหรับคนพิเศษก็คือภายใน! ทุก  รายละเอียดของเอส-คลาสนั้นเรียกได้ว่า สุดยอดอย่างแท้จริงทั้งด้านการใส่ใจในรายละเอียดและด้านนวัตกรรม เริ่มต้นตั้งแต่รายละเอียดของปุ่มต่าง ๆ ในรถนั้นได้รับการออกแบบให้เป็นเอกเทศและแตกต่างจากรถรุ่นรองลงไปอย่าง ชัดเจน โดยผิวสัมผัสที่ได้นั้นหรูเสียยิ่งกว่าหรูด้วยผิวสีแพลทินั่มแบบซาติน ที่นุ่มนวลมีระดับกว่ารถหรูรุ่นใด ๆ ในตลาดปัจจุบัน และทุกอย่างจะยิ่งอลังการและหรูหราไปอีกขั้นเมื่ออาทิตย์อัสดง เพราะการให้แสงสว่างภายในห้องโดยสารของเอส-คลาสนั้นงดงามราวกับโรงอุปรากรโอ เปร่า แต่สิ่งที่ทำ  ให้ฮือฮาจริง ๆ ก็คือนวัตกรรมระบบความ ปลอดภัยของเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่ใส่มาในรถคันนี้ เริ่มต้นด้วย กล้องอินฟราเรดเพื่อช่วยในการขับขี่ที่ช่วยให้ท่าน “เห็น” ใน  สิ่งที่อาจจะมองไม่เห็น! โดยระบบนี้ใช้จอภาพเดียวกับส่วนที่เป็นหน้าปัด ความเร็วรถนั่นเอง โดยทำงานจาก กล้องที่ติดไว้เหนือกระจกบังลมหน้า โดยมีมุมมองไกลกว่าที่แสงไฟหน้ารถจะส่องไปถึงและยังรายงานให้เราได้ทราบว่า ด้านหน้าของรถเรานั้นสภาพจราจรเป็นอย่างไร

 

 

 

นอกจากนี้ยังมอบความรื่นรมย์ในการเดินทางด้วยเบาะนั่งแบบนวดได้ และปรับได้ทุกทิศทางทั้ง 4 ที่นั่งที่ใครได้สัมผัสต้องเคลิ้ม! นอกจากนั้นระบบความบันเทิงในห้องโดยสารก็นับว่าเป็นที่สุดของระบบความ บันเทิงก็ว่าได้เพราะพร้อมพรั่งไปหมดไม่ว่าจะเป็นระบบใด ๆ ที่คุณนึกได้ เอส-คลาสให้มาพร้อมทุกรูปแบบ จนพื้นที่ไม่พอจะสาธยายความเจ๋งของรถคันนี้ได้หมดเพราะสุดไปทุกด้านอย่างแท้ จริง!!!!.

– ยิ่งขับยิ่งรักยิ่งอยากได้!
“รถคันนี้มันน่าทึ่งตลอดเวลาที่ได้ทดสอบ ผมจับผิดรถอย่างจริงจังตั้งแต่ฟังเสียงรบกวนรอบ ๆ ทั้งหมด แม้กระทั่งเสียงขยับเบาะ เสียงลม เสียงแอร์ ผมกดคันเร่ง  เต็ม ๆ ปรากฏว่าไม่มีเสียงอะไรรบกวน จนผมไม่สามารถจับผิดอะไรได้เลย” นั่นคือความรู้สึกของดริฟท์กูรู “กีกี้-ศักดิ์ นานา” ขาประจำทดสอบป้ายแดงฯ

กีกี้อธิบายว่าตนเองเป็นคนไม่ชอบเบนซ์ที่สุด เพราะรู้สึกว่าช่วงล่างแปลก ๆ ยวบ ๆ เชย ๆ ไม่มีฟิลลิ่งของพวงมาลัย ฟิลลิ่งเบรก ดังนั้นพอได้มาขับเอส-คลาส ตัวใหม่ที่ประกอบในไทยเลยไม่รู้สึก  อะไรมากมาย เมื่อเข้าไปนั่งเห็นปุ่มเยอะ ๆ ขับไปเรื่อย ๆ พอขึ้นทางด่วนจึงขับเร็วขึ้น ซึ่งช่วงที่ไม่ชอบก็คือช่วงเปลี่ยนเกียร์จากโหมดคอมฟอร์ตไปยังโหมดสปอร์ต ตอนกดปุ่มนั้นแค่แตะเบรกเบา ๆ แต่กลับรู้สึกเหมือนช่วงล่างยังเซตไม่ลงตัว รู้สึกได้เลยว่าช่วงล่างแข็งกว่าปกติ เหมือนเบรกเอบีเอสทำงานทั้งที่แตะเบรกน้อยมาก เช่นเดียวกับตอนเปลี่ยนจากโหมดสปอร์ตไปยังโหมดคอมฟอร์ต ซึ่งใช้เวลาราว 5-7 วินาที

เมื่อมีโอกาสได้ขับออกต่างจังหวัด กดคันเร่งจมตลอดทริป สิ่งที่อยากเปลี่ยนแปลงความคิดของตัวเองก็คือ ความประทับใจ เอาเป็นว่าวันที่เอารถมาคืน รู้สึกอยากซื้อรถคันนี้ไว้ใช้อีกคัน เพราะรถดีจริงทั้ง ระบบช่วงล่างดีมากแม้ว่าจะมีผู้โดยสาร 4 คนกับความเร็วมากกว่า 200 กม./ชม. ตลอดเส้นทาง และมีช่วงหนึ่งที่ต้องเบรกอย่างแรงเพื่อหักหลบรถสิบล้อลงไหล่ทางที่เต็มไป ด้วยทรายลูกรังกับมีมอเตอร์ไซค์อีก 3 คันจอดอยู่ ตอนแรกกีกี้คิดว่าถ้าไม่กินทรายก็กินมอเตอร์ไซค์ เพราะขับด้วยความเร็วสูงมาก ปรากฏว่าทั้งแทรคชั่นคอนโทรล และระบบเบรกเอบีเอส ช่วยกันตอบสนองได้ยอดเยี่ยมมาก ทั้ง ๆ ที่รถเปลี่ยนการทรงตัวอย่างรวดเร็ว แต่รถอยู่ในการควบคุมได้ตลอดเวลา ระบบเกียร์ดีมากนิ่งและต่อเนื่อง ความเร็วอยู่ในเท้าไม่ต่ำกว่า 200 กม./ชม. ตลอดการเดินทาง แต่เบรกยังสั่งได้ หยุดได้ทันที แต่ถ้าให้ดี ขอจานเบรกใหญ่กว่านี้ก็จะยิ่งดีมาก

 

ดริฟท์กูรูอธิบายเพิ่มเติมว่าสิ่งที่ประทับใจกับเอส-คลาส คันนี้ก็คือ จอทีวีด้านหน้า พอรถติดสามารถดูจอทีวีได้ แต่พอรถเคลื่อนที่ปุ๊บ ภาพบนจอทีวีทางฝั่งคนขับจะหายไป แต่จะเห็นตัวหนังสือสีขาว ส่วนคนที่นั่งข้างคนขับกลับเห็นทีวีจอเดียวกันฉายหนังตลอดเวลา ทำให้รู้สึกทึ่งมาก

“ช่วงล่าง ทัศนวิสัย การ ควบคุม การตอบสนองของพวงมาลัยยอดเยี่ยมและประหยัดน้ำมัน เพราะเหยียบเท่าไรก็หมดแค่ครึ่งถัง เติมครั้งหนึ่งแค่ 1,500 บาทก็เต็มแล้ว จุดตินอกจากการเปลี่ยนโหมดระหว่างสปอร์ตและคอมฟอร์ตโหมดที่ใช้เวลา 5-7 วินาที และเบาะนั่งควรจะมีแอร์ โดยรวมรถคันนี้ทำให้ผมเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อเบนซ์ไปแล้วครับ”.

 

ขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก