แฟรงก์เฟิร์ต ออโต้ โชว์ เทรนด์มุ่งเน้นรถไฟฟ้า

Home / ข่าวสาร / แฟรงก์เฟิร์ต ออโต้ โชว์ เทรนด์มุ่งเน้นรถไฟฟ้า

รูดม่านเปิดฉากกันไปแล้วสำหรับงานมหกรรมยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แฟรงก์เฟิร์ต ออโต โชว์ ครั้งที่ 63 ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี

 

   
   
งานนี้มีไปจนถึงวันที่ 27 ก.ย.นี้ เพราะถือว่าเป็นการชุมนุมของค่ายรถยนต์ยักษ์ระดับอภิมหาบิ๊กทั้งนั้น นับดูแล้วมีถึง 753 บูธด้วยกัน แม้ว่าจะอยู่ในช่วงเศรษฐกิจโลกซบเซา แต่ผู้ผลิตทุกค่ายและผู้บริโภคต่างก็ตั้งความหวังว่า เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวเร็ว และอุตสาหกรรมยานยนต์จะกลับมาดีดั่งเดิม
   
ดังนั้นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำของโลกจึงหันมาให้ความสนใจกับการผลิตรถ ยนต์พลังงานไฟฟ้า และแข่งกันผลิตออกมาให้มีจุดเด่นที่แตกต่างไปจากคู่แข่ง ทั้งด้านปริมาณการชาร์จไฟต่อครั้งให้ได้พลังงานมากที่สุด พร้อมกันนั้น ก็ปรับราคาไม่ให้แพงเกินไป เพื่อแข่งกับรถยนต์ในแบบเดิม ๆ ที่ยังคงใช้เครื่องยนต์จากน้ำมันเชื้อเพลิง    
   
เรียกได้ว่างานนี้แทบจะทุกค่ายอย่างน้อยก็ต้องมีรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามาอวดโฉม กัน อาทิ เรโนลต์ ขนกันมากที่สุดก็ว่าได้ถึง 4 รุ่นด้วยกัน ขณะที่ เทสลา บริษัทเดียวที่ผลิตและจำหน่ายรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างเดียวนั้น ก็ได้ส่งมอบกุญแจรถยนต์คันที่ 700 รุ่น โรดสเตอร์ สีน้ำเงิน ให้กับลูกค้าชาวเยอรมัน ส่วนแผนการผลิตรุ่นต่อไปของบริษัทจะเป็นรุ่น โมเดล เอส มี 7 ที่นั่ง วิ่งได้ระยะทาง 483 กม.ต่อการชาร์จไฟ 1 ครั้ง

 

 

   
จากหลากหลายรุ่นของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในงานแฟรงก์เฟิร์ต ออโต โชว์ ผู้ชมจะได้เห็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในรูปแบบเล็กกะทัดรัด รูปทรงโฉบเฉี่ยว แปลกตากับนวัตกรรมการออกแบบใหม่ ๆ และที่สำคัญอยู่ที่ประโยชน์ใช้สอย
   
ค่ายอื่น ๆ อย่าง บีเอ็มดับเบิลยู, เจเนอรัล มอเตอร์ส และ เดมเลอร์ ก็ไม่ได้นิ่งดูดาย แข่งกันผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าออกมาเช่นกัน รวมถึงรถไฮบริดพลังงานลูกผสมระหว่างเครื่องยนต์เบนซินหรือดีเซลกับพลังงาน ไฟฟ้าจากแบตเตอรี่
   
ซึ่งก็แน่นอนว่าราคาจะต้องถูกหั่นลงเช่นกัน เพราะแบตเตอรี่รุ่นใหม่นั้นมีขนาดเล็กลง ชาร์จเร็วและเปลี่ยนง่ายถ่ายคล่อง อาทิ โตโยต้า กับรุ่น พริอุส ไฮบริด ซึ่งรู้จักกันอยู่แล้ว บีเอ็มดับเบิลยูมีรุ่น วิชั่น เอฟฟิเชียนต์ไดนามิกส์ ส่วนผสมระหว่างเครื่องยนต์เทอร์โบดีเซล ขนาด 1.5 ลิตร กับมอเตอร์ ไฟฟ้า 2 ตัว ติดตั้งที่คู่ล้อหน้ากับคู่ล้อหลัง

 

 

   
ด้านเดมเลอร์ ระบุว่าปลายปีนี้จะได้เห็นรถยนต์พลังงานไฮโดรเจนคันแรกของบริษัท เป็นเมอร์เซเดส-เบนซ์ รุ่น บี-คลาส เอฟ-เซลล์ และเปิดตัวรถสปอร์ต 2 ประตู รุ่น เอสแอลเอส เอเอ็มจี ตามมาด้วย โฟล์คสวาเกน ส่งรุ่นใหม่ อี-อัพ! เข้าสู่สายพานการผลิตในปี 2556
   
นักวิเคราะห์ในวงการยานยนต์คาดหมายว่า ทุกค่ายคงจะเร่งพัฒนาและผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ในปีนี้คาดว่าจะผลิตได้เกือบ 9,500 คัน แต่ในปี 2554 จะสูงถึง 58,000 คัน ซึ่งโดยปกติรถยนต์พลังงานไฟฟ้านั้นจะวิ่งได้ 60-200 กม.ต่อการชาร์จไฟ 1 ครั้ง แล้วเชื่อว่าทวีปยุโรปจะเป็นตลาดใหญ่ของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเมื่อเทียบกับ สหรัฐอเมริกา
   
แต่ถ้าจะพูดถึงการเปรียบเทียบระหว่างรถยนต์พลังงานไฟฟ้ากับรถยนต์เครื่อง ยนต์น้ำมันเชื้อเพลิงนั้น นักวิเคราะห์มองว่า ต้องใช้เวลาอย่างน้อยอีก 10 ปี รถไฟฟ้าถึงจะแซงหน้ารถยนต์เบนซินได้.

 

ขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก