รถมือสอง แข่งกันที่ แบรนด์ และ มาตรฐาน

Home / ข่าวสาร / รถมือสอง แข่งกันที่ แบรนด์ และ มาตรฐาน

รถเซกันด์แฮนด์ หรือรถยนต์มือสอง ถือเป็นตลาดรถยนต์ที่มีใหญ่มากเมื่อเทียบกับตลาดรถยนต์ใหม่ที่ว่ากันว่ามี มูลค่าโตกว่ารถยนต์ใหม่ถึง 2.5 เท่าตัว หรือหากประเมินคร่าวๆ สำหรับปีนี้ที่คาดว่ายอดขายรถยนต์ใหม่ประมาณ 500,000 คัน ดังนั้นรถยนต์มือสองก็น่าจะอยู่ระดับ 1.5 ล้านคัน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าสนใจไม่น้อย

 

เมื่อตลาดรถใหม่ไม่เดินโอกาส ของการชิงส่วนแบ่งทางการตลาดของรถยนต์มือสองจึงมีมากขึ้น หรืออาจพูดให้เข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น เมื่อผู้บริโภคมีกำลังในการซื้อรถยนต์ใหม่น้อยลง โอกาสและช่องทางการเติบโตของรถยนต์มือสองก็สูงขึ้นเป็นเท่าตัว

ที่ผ่านมาจะเห็นการกระโดดเข้ามาจับธุรกิจของผู้ประกอบการรถยนต์มือสองมีจำนวน เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการหันมาให้ความสำคัญและใส่ใจกับตลาดนี้ของบรรดาค่ายรถยนต์ต่างๆ ทุกค่ายใส่ใจธุรกิจรถยนต์มือสองกันสุดตัว ทั้งโตโยต้าชัวร์, เชฟวี่โอเค, มิตซูบิชิไดมอนด์ หรือแม้แต่ค่ายรถยนต์ระดับหรูอย่างบีเอ็มดับเบิลยู พรีเมี่ยมซีเล็กชั่น เบนซ์ไอดี-วัน เป็นต้น

หรือแม้แต่ค่ายรถบาง ยี่ห้อที่อาจจะไม่ได้ทำตลาดรถยนต์มือสองอย่างเต็มรูปแบบ แต่ในบางพื้นที่ของโชว์รูมก็ยังต้องมีมุมรถยนต์มือสองไว้บริการ ด้วยเป้าหมายที่ต้องการรักษาราคาขายรถยนต์มือสองของตนเองเอาไว้ ด้วยเหตุผลที่ว่า หากราคาขายรถยนต์มือสองไม่ตก รถยนต์ใหม่ยี่ห้อนั้นได้รับความนิยมไปด้วย

รวมทั้งผู้ประกอบการรถ ยนต์มือสองเองต่างก็มุ่งเน้นการสร้าง "แบรนด์" ของตัวเองให้เป็นที่รู้จักและยอมรับเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเบนซ์ อมรรัชดา, เบนซ์ เอ็น.เค., มาสเตอร์ เซอร์ทิฟายด์ ยูสคาร์, ยูนิตี้ ออโต้สปอร์ต ฯลฯ อีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนให้ตลาดรถยนต์มือสองโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อ เนื่องนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสภาพเศรษฐกิจที่ให้ราคาขายระหว่างรถยนต์ใหม่และรถยนต์ มือสอง แตกต่าง กันอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่สภาพเศรษฐกิจดี ราคารถยนต์มือสองและรถยนต์ใหม่จะแตกต่างกันเพียงแค่ 12-15% แต่เมื่อเศรษฐกิจแย่ ราคาอาจจะแตกต่างกันไปมากถึง 30-40%

สาเหตุที่ ทำให้ราคาจำหน่ายรถใหม่กับรถเก่าแตกต่างกันนั้น อาจจะเป็นเพราะปัจจัยสนับสนุนของรถยนต์มือสองที่จำเป็นจะต้องซื้อมาแล้วขาย ไปให้เร็วที่สุด เนื่องจากรถยนต์ที่ผู้ประกอบการรับซื้อเข้ามา หากจอดไว้ในเต็นท์นานเท่าไร จะทำให้ราคาขายต่อยิ่งตกลง

ภาพของการ แข่งขันในตลาดรถยนต์ มือสองในวันนี้ เราจึงได้เห็นภาพที่แตกต่างไปจากเมื่อช่วงหลายปีก่อน วันนี้ผู้ประกอบการต่างพยายามมุ่งเน้นสร้าง "แบรนด์" และ "มาตรฐาน" ของตัวเองให้เป็นที่ยอม รับมากยิ่งขึ้น และพยายามปรับเปลี่ยน รูปแบบรวมถึงวิธีการดำเนินธุรกิจให้เป็นสากลมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะความพยายามรักษาชื่อเสียง และมุ่งมั่นสร้างมาตรฐานการดำเนินธุรกิจของตัวเองขึ้นมาให้เป็นที่ยอมรับ เพิ่มมากขึ้น

ตั้งแต่การระบุเบื้องต้นว่ารถยนต์มือสองทุกคันจะต้อง ผ่านมาตรฐานการตรวจเช็กตรวจสอบตามมาตรฐาน โดยรถยนต์ที่ถูกนำมาจำหน่ายจะต้องได้รับการตรวจสภาพ ทำความสะอาด แล้วตรวจสอบรถด้วยมาตรฐานสากล ได้รับการรับรอง รับประกันจากบริษัทนั้นๆ การสร้างมาตรฐานใหม่ของบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งบริการช่วยเหลือรถยนต์ตลอด 24 ช.ม. ของผู้ประกอบการบางราย

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังมีการทำตลาดด้วยการสนับสนุนและจัดแคมเปญ ส่งเสริมการจำหน่ายไม่แตกต่างจาก รถยนต์ใหม่ด้วยเช่นกัน

ปัจจุบัน จะเห็นว่าสัดส่วนของผู้ประกอบการรถยนต์มือสองที่สร้างแบรนด์ขึ้นเป็นของตัว เองจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 30% ทำให้เชื่อว่าจากรูปแบบการแข่งขันที่มุ่งเน้นคุณภาพ มาตรฐานของผู้ประกอบการแต่ละรายที่เพิ่มขึ้น บวกกับความต้องการที่ได้รับประกันในเรื่องคุณภาพ มาตรฐาน และการการันตีของผู้ประกอบการนั้น อนาคตเชื่อว่าจะมีผู้ประกอบการธุรกิจรถยนต์ มือสองหันมาปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจไปสู่ความเป็นมาตรฐาน และได้รับการยอมรับเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่อน

ขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก