อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย 7 เดือน ภาพจริงหรือลวงตา

Home / ข่าวสาร / อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย 7 เดือน ภาพจริงหรือลวงตา

ย้อนกลับไปมองอุตสาหกรรม ยานยนต์ไทยตั้งแต่ช่วงกลางปีที่แล้ว หลังจากต้องเผชิญกับมรสุมทางเศรษฐกิจการเงินของโลก ที่ส่งผลกระทบกันอย่างถ้วนทั่วทุกภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรม ยานยนต์เห็นผลกระทบได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการชะลอแผนเปิดรถยนต์รุ่นใหม่ออกสู่ตลาด กำลังการผลิตลดมากถึง 50% เพื่อเคลียร์สต๊อก แต่ถึงวันนี้ ผู้ประกอบการได้ร่วมมือผลักดันให้สถานการณ์ผ่านพ้น กระตุ้นยอดขายภายในประเทศกระเตื้องมากที่สุด

 

จากการเผชิญวิกฤตอุตสาหกรรมยานยนต์ของปีนี้ผ่านมาแล้ว 7 เดือน สถานการณ์ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเริ่มเข้าสู่ภาวะฟื้นตัวจริงหรือไม่ ? วันนี้ "ประชาชาติธุรกิจ" พาไปหาคำตอบจาก 2 กูรู เป็นบุคคลในอุตสาหกรรมยานยนต์ให้การยอมรับอย่างมากในขณะนี้

เริ่มจากมุมมองของ "ศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร" นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ (TAIA) ยังเชื่อว่า วันนี้ แม้เวลาจะผ่านมาแล้ว 7 เดือน แต่โดยรวมแล้ว สถานการณ์นั้นจะยังไม่ดีเท่าที่ควร แม้จะเห็นว่าตัวเลขนั้นเริ่มติดลบน้อยลง แต่หากจะนำตัวเลขไปเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2551 นั้น ถือเป็นการไม่ถูกต้อง เนื่องจากในปีก่อนนั้น ตลาดรถยนต์โดยรวมได้รับผลกระทบจากภาวะราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อ เนื่อง ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นมา ทำให้เกิดภาวะ "ออยล์ช็อก" ดังนั้น หากจะมีการเปรียบเทียบสภาพตลาดแล้ว "ศุภรัตน์" มองว่า น่าจะนำตัวเลขไปเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2550 น่าจะถูกต้องมากกว่า

ยอดขายรถยนต์ในประเทศในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา ติดลบไปถึง 25% โดยรถยนต์นั่งลดลง 13% รถปิกอัพลดลง 34% แต่เมื่อดูยอดขายในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา จะเห็นว่ายอดขายในประเทศนั้นลดลงไป 3.6% โดยรถยนต์นั่งลดลง 9% และรถปิกอัพลดลงไปเพียง 2% เท่านั้น ขณะที่ตลาดส่งออกนั้นลดลงไป 30%

ยอด ขายภายในประเทศ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างเดือนมิถุนายนกับเดือนกรกฎาคม จะเห็นว่ายอดขายโดยรวมติดลบลงไป 0.57% รถยนต์นั่งติดลบลงไป 6.5% ขณะที่ตลาดรถปิกอัพนั้นโตเพิ่มขึ้น 5.1%

เราเห็นปรากฎการณ์ว่าใน ช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ค. ตลาดรถปิกอัพเริ่มดีขึ้น ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลสืบเนื่องมาจากการเข้าสู่ฤดูขาย รวมถึงสต๊อกเก่าของบางค่ายเริ่มหมดแล้วมากกว่า ทำให้มองว่าดี แต่ถึงกระนั้น ภาพรวมทุกอย่างก็

ยังไม่ดีพอ อย่างไรก็ตาม มองว่าจากนี้ไป ยอดขายรถปิกอัพน่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ

สาเหตุ ก็มาจากมาตรการสนับสนุนและส่งเสริมจากรัฐบาลเริ่มเห็นผล ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยสินเชื่อ การอัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปในระบบเพื่อกระตุ้นการจับจ่าย รวมถึงโครงการให้เงินกู้ใน 400 โครงการ ทำให้เชื่อว่าจะเริ่มมีการก่อสร้างโครงการต่างๆ เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งวันนี้สถาบันการเงินเริ่มคล้ายความเข้มงวดจากเดิมค่อนข้างมาก ช่วยให้ลูกค้าที่ต้องการใช้งานตัวจริงได้มีโอกาสเป็นเจ้าของรถได้ง่ายขึ้น

ส่วน ตลาดส่งออกนั้น จากสภาพตลาดโดยแท้จริงแล้ว "ศุภรัตน์" ฟันธงว่ายังไม่ดีขึ้น แต่ตัวเลขการติดลบเริ่มลดน้อยลงแล้ว ส่วนหนึ่งมาจากในช่วงที่ผ่านมา หลายประเทศได้มีการออกมาตรการมาสนับสนุนและช่วยเหลืออุตสาหกรรมยานยนต์ โดยออกมาตรการ "รถเก่าแลกรถใหม่" ช่วยกระตุ้นให้มียอดขายเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก แต่ก็น่าจับตามองว่า เมื่อมาตรการ ช่วยเหลือตรงนี้หมดไป ตลาดส่งออกจะเป็นเช่นไร

ที่ ผ่านมา ผู้บริโภคที่ตัดสินใจซื้อในต่างประเทศส่วนใหญ่มองว่า นี่คือ "นาทีทอง" ทำให้วันนี้ตลาดส่งออกต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะถ้ามาตรการเหล่านี้หยุดหมดไปแล้ว "กราฟ" ของตลาดส่งออกน่าจะเป็นตัว "W" มากกว่า คงไม่ใช่ตัว "U" หรือ "V" อย่างที่ประเมินไว้เมื่อต้นปี

เช่น เดียวกับ "เพียงใจ แก้วสุวรรณ" ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ มองว่า สถานการณ์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย วันนี้เริ่มเข้าสู่ภาวะที่ดีขึ้นกว่าไตรมาสที่ ผ่านมา เห็นได้จากบริษัทต่างๆ เริ่มมีการทยอยเพิ่มกำลังการผลิตมากขึ้น แม้ว่าจะ ยังต่ำ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน แต่ถึงกระนั้นยังเชื่อว่าอุตสาหกรรมยานยนต์จะตกลงไป 30-40% เช่นเดียวกับเมื่อต้นปี แม้ว่ายอดขายในแต่ละเดือน ที่ออกมาจะดูว่ายอดขายเริ่มกระเตื้องขึ้นก็ตาม แต่จากปัจจัยหลายอย่างที่ยังรุมเร้าทำให้วันนี้หลายคนก็ยังเป็นห่วงว่า "อุตสาหกรรมยานยนต์ฟื้นแล้วจริงหรือ"

โดยปัญหาหลักของอุตสาหกรรมยาน ยนต์นั้น ปัญหาใหญ่ยังเป็นเรื่อง "สินเชื่อ" เนื่องจากสถาบันการเงินมองว่า วันนี้ยังมีความเสี่ยงค่อนข้างสูงในการปล่อยสินเชื่อให้กับผู้บริโภค และปัญหานี้ก็ถือเป็นปัญหาใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์

และอีกหนึ่ง ปัญหาที่ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน คือเรื่องความชัดเจนและการทำงานที่สอดประสานกันจากหน่วยงานของภาครัฐในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นนโยบายสินเชื่อ หรือในเรื่องพลังงานทางเลือก ซึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ได้เคยให้ข้อคิดเห็นไปยังภาครัฐแล้ว และพร้อมยินดีให้การ สนับสนุนนโยบายจากภาครัฐ แต่ทั้งนี้ต้องมีเวลาเพื่อให้ภาคเอกชนเองสามารถพัฒนาและมีระยะเวลาในการ เตรียมตัวด้วย

ส่วนตัวเลขยอดขายในมุมมองของ "เพียงใจ" นั้น ยังเชื่อว่าจะไม่มีการขยับเพิ่ม หรือลดจากที่คาดการณ์เมื่อต้นปีแต่อย่างใด คืออยู่ที่ 1.08 ล้านคันเช่นเดิม แม้ว่าจะมีบางบริษัทเริ่มมีการปรับเพิ่มยอดการผลิตบ้างแล้ว แต่ยังคงมีบางบริษัทที่ยังยืนยันตัวเลขเดิม ไม่มีการปรับเพิ่มการผลิต การจำหน่าย ประกอบกับต้องพิจารณาว่า แต่ละบริษัทสามารถเคลียร์สต๊อกได้มากน้อยเท่าใดด้วย

ขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก