ค่ายรถ26ยี่ห้อจี้รัฐกระตุ้นสินเชื่อ

Home / ข่าวสาร / ค่ายรถ26ยี่ห้อจี้รัฐกระตุ้นสินเชื่อ

ค่ายรถยนต์จี้รัฐบี้สถาบันการเงิน-ไฟแนนซ์ เร่งออกมาตรการกระตุ้น "สินเชื่อ" เพิ่มความคล่องตัวในการซื้อขายรถยนต์ ระบุชัดในต่างประเทศภาครัฐให้การสนับสนุนทุกด้านอุตฯยานยนต์ฟื้นตัวได้เร็ว ขึ้น ด้าน รมช.อุตสาหกรรม ยังเครียดหนักเผยยอดผลิตรถฮวบเหลือแค่ 45% ของกำลังผลิตทั้งหมด ลั่นเดือนหน้าเตรียมเดินสายหารือบริษัทแม่ในต่างประเทศหลังถกค่ายรถในประเทศแล้ว

 

แหล่งข่าวระดับสูงจากบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ภายหลังกระทรวงอุตสาหกรรมเรียกค่ายรถยนต์ทุกยี่ห้อเข้าหารือเพื่อหามาตรการ ผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะวิกฤตว่า ผู้ประกอบการทั้ง 26 ยี่ห้อได้เสนอให้รัฐดำเนินการเร่งหามาตรการกระตุ้นภาวะการขายให้มากกว่าที่ เป็นอยู่ โดยระบุชัดเจนว่าปัญหาที่รุนแรงที่สุดและกระทบต่อภาวะการซื้อขายรถช่วงนี้ คือ การปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินซึ่งมีความเข้มงวดมากเกินไป ส่งผลให้การซื้อขายรถยนต์ชะงัก ดังนั้นสิ่งแรกที่รัฐต้องเร่งดำเนินการ คือมาตรการสนับสนุนและแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจัง

"เราพยายามยก ตัวอย่างให้เห็นว่า ยังมีมาตรการอีกหลายอย่างที่รัฐทำได้ เช่น มาตรการสร้างแรงจูงใจทางด้านภาษี ตัวอย่างเช่น หากซื้อรถยนต์ใหม่โดยนำรถยนต์เก่ามาแลกเปลี่ยน ก็ควรมีมาตรการด้านภาษีที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้ซื้อ ซึ่งต่างประเทศทำสำเร็จมาแล้ว"

นอกจากการแก้ปัญหาระยะสั้นแล้ว โปรเจ็กต์ใหญ่ๆ ภาคเอกชนก็อยากให้รัฐบาลมองผลตอบแทนระยะยาว โดยเฉพาะโครงการรถยนต์นั่งขนาดเล็กประหยัดน้ำมันหรืออีโคคาร์ ปัจจุบันเกือบทุกค่ายพร้อมและเร่งดำเนินการเพื่อผลักดันให้มีรถยนต์เข้าสู่ ตลาดเร็วที่สุด แต่ก็มีหลายค่ายยังกังวลโดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดวอลุ่มที่ 5 ปีต้องผลิตไม่น้อยกว่า 100,000 คันจะกลายเป็นปัญหาตามมา ดังนั้นรัฐบาลควรพิจารณาเรื่องนี้ให้มีความเหมาะสม ซึ่งภาคเอกชนเชื่อว่าหากรัฐสนับสนุนและหันมากระตุ้นอย่างเป็นระบบจะช่วยให้ อุตสาหกรรมยานยนต์บ้านเรากระเตื้องขึ้นเหมือนในต่างประเทศที่เริ่มส่งสัญญาณ ฟื้นตัวดีขึ้น

นายสรยุทธ เพ็ชรตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวเพิ่มเติมในฐานะประธานที่ประชุมหารือถึงทิศทางและแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยร่วมกับค่ายรถยนต์ทั้งค่ายญี่ปุ่น อเมริกา ยุโรป ว่าได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เยอะมาก และรัฐน่าจะนำมาเป็นข้อสรุป นอกจากนี้ยัง มีการคุยกันถึง 1.การปรับตัวของผู้ประกอบการ ภายหลังจากต้องเผชิญปัญหาด้านวิกฤตพลังงาน ได้ส่งผลให้ผู้บริโภคมีความต้องการใช้รถยนต์ที่มีขนาดเล็กและ ประหยัดพลังงานเพิ่มมากขึ้น 2.ปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินที่มีมากกว่าความต้องการ หลังจากมีการลดกำลังการผลิตรถยนต์เหลือเพียง 45% และค่ายรถยนต์ต้องการให้มีการสนับสนุนทางด้านภาษีและสินเชื่อ 3.ทิศทางการผลิตรถยนต์ในอนาคต ซึ่ง คาดว่าความต้องการใช้รถยนต์พลังงานทดแทนจะมีความต้องการที่เร็วขึ้นภายใน ระยะเวลาอีก 5-10 ปีจากนี้ โดยความต้องการจะมุ่งไปที่รถยนต์ซึ่งใช้พลังงานไฮบริด ไฮโดรเจน และไฟฟ้าเป็นหลัก

นอกจากนี้ยังมีการร่วมหารือในประเด็นต่างๆ อีก โดยเฉพาะความร่วมมือในการ เตรียมความพร้อมและการพัฒนาบุคลากรของอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างต่อเนื่อง โดยข้อสรุปของการหารือจะมีการนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาในเร็วๆ นี้ด้วย

สำหรับการประชุมหารือครั้งนี้นอกจากจะเชิญบริษัทลูกของ ค่ายรถยนต์ต่างๆ ที่ อยู่ในประเทศไทยมาหารือแล้ว ในเดือนกันยายนนี้ทางสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาห กรรม (สศอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) สถาบันยานยนต์ ยังมีแผนจะเดินสายโรดโชว์ เพื่อหารือร่วมกับบริษัทแม่ของค่ายรถยนต์ต่างๆ ในญี่ปุ่น เยอรมนี รวมทั้งอเมริกา เพื่อหารือถึงแนวโน้มและทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์โลกว่าจะเป็นไปในทิศทาง ใด

ขณะที่นายวัลลภ เตียศิริ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ปัจจุบันกำลังการผลิตรถยนต์ของประเทศไทยลดลงเหลือเพียง 45% จากกำลังการผลิตทั้งหมดอยู่ที่ 1.88 ล้านคันต่อปี โดยในช่วงระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา ประเทศไทยมีกำลังการผลิตรถยนต์ไม่ถึงครึ่งหนึ่ง คือ 389,085 คัน แบ่งเป็นการผลิตเพื่อรองรับความต้องการภายในประเทศ 163,477 คัน ตลาดส่งออก 225,608 คัน ขณะที่ทั้งปีคาดว่าจะมีกำลังการผลิตรถยนต์อยู่ที่ 900,000 คันเท่านั้น

"เรา มองว่ากำลังการผลิตที่ใช้อยู่ตอนนี้น้อยไป ประเทศไทยน่าจะมีโปรดักต์แชมเปี้ยนตัวที่ 3 เพิ่มขึ้นมาด้วยหรือไม่ แต่รายละเอียดว่าจะเป็นรถยนต์ประเภทใดคงจะต้องใช้ระยะเวลาศึกษาและหารือร่วม กันอีกครั้ง ซึ่งมีความเป็นไปได้ทั้งรถพลังงานไฟฟ้า ไฮบริด ดีเซล หรือแม้แต่อี 85 ที่จะต้องรอดูความพร้อมในหลายๆ ส่วน และคาดว่าจะต้องใช้ระยะเวลาอีกพอสมควร"

ขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก