ได้เวลาเดินหน้าลงทุน เมื่ออุตฯยานยนต์ไทยผ่านจุดต่ำสุด

Home / ข่าวสาร / ได้เวลาเดินหน้าลงทุน เมื่ออุตฯยานยนต์ไทยผ่านจุดต่ำสุด

หลังจากจบงานเสวนาพิเศษวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจการเงิน "crisis watch series จับตาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย หลังการล้มละลายของ GM" ซึ่งจัดขึ้นโดยสถาบันวิจัยนครหลวงไทย และโครงการสร้าง "CFO มืออาชีพ" คณะบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ โดยวิทยากรผู้คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยต่างประเมินสถานการณ์ และเชื่อไปในทิศทางเดียวกันว่าอุตสาหกรรมไทยกำลังจะก้าวผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และอยู่ในช่วงขยับฟื้นตัวขึ้นเป็นลำดับๆ

 

แม้ว่าตลอดช่วงเวลา ตั้งแต่ปลายปี 2551 เป็นต้นมา อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยและอุตสหกรรมยานยนต์โลกจะต้องเผชิญกับภาวะวิกฤต เศรษฐกิจและการเงินของโลก จนกระทั่งส่งผลกระทบต่อภาพความเชื่อมั่นและยอดขายสินค้าโดยรวมที่ตกต่ำถึง ขีดสุด โดยเฉพาะในเวทีอุตสาหกรรมยานยนต์โลกที่ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ต่างต้องเผชิญกับ ความย่ำแย่ตกต่ำในรอบ หลายสิบปี

ที่เด่นชัดที่สุดเห็นจะเป็นการ เผชิญวิกฤตของยักษ์ใหญ่แห่งวงการอุตสาหกรรม ยานยนต์โลก "บิ๊กทรี" และหนึ่งในนั้นก็คือ "เจนเนอรัล มอเตอร์ส หรือจีเอ็ม" ที่ไม่สามารถก้าวผ่านวิกฤตการณ์ครั้งนี้ได้ จนกระทั่งต้องประกาศล้มละลายและยื่นพิทักษ์ทรัพย์จากรัฐบาลสหรัฐไปเป็นที่ เรียบร้อย รวมทั้งเริ่มปรับตัวเพื่อความอยู่รอดครั้งใหญ่ด้วยการประกาศตัดสินใจขายแบ รนด์รถยนต์ต่างๆ ในมือออกไป

เหลือเพียงแค่ 4 แบรนด์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรถยนต์ขนาดเล็กและกลางยังคงสามารถทำกำไรเอาไว้ คือ 1.คาร์ดิแลค 2.เชฟโรเลต 3.ซีเอ็มซี และสุดท้ายบูอิค ซึ่งจีเอ็มหวังว่าทั้ง 4 แบรนด์นี้จะช่วยพยุงและขับเคลื่อนให้บริษัทมีความคล่องตัว และยังคงสามารถขับเคลื่อนธุรกิจให้เดินต่อไปได้บนเวทีอุตสาหกรรมยานยนต์ของ โลก

สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยนั้น แม้ว่าจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการประกาศล้มละลายครั้งนี้ แต่สำหรับ ความอยู่รอดและการขับเคลื่อนของแบรนด์ "เชฟโรเลต" ในประเทศไทย ซึ่งถือเป็น แบรนด์ที่แข็งแกร่ง จะได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใด รวมทั้งจะสามารถก้าวผ่านอุปสรรคและวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างไร เป็นเรื่องน่าติดตาม

"อดิศักดิ์ โรหิตศุน" รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้มุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไว้อย่างน่าสนใจว่า ผลกระทบจากการที่ "จีเอ็ม" เข้าสู่การยื่น

ล้มละลายและเข้าสู่แผน การฟื้นฟูกิจการ หรือ "แชปเตอร์ 11" นั้นจะไม่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และเชื่อว่าเมื่อมีการเปิดเผยรายละเอียดของแผนฟื้นฟูดังกล่าวแล้ว ภาพของความเชื่อมั่นก็จะเริ่มฟื้นกลับคืนมามากขึ้น โดยเฉพาะความคล่องตัวหลังจากการตัดสินใจปรับโครงสร้างใหม่ และเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจจากการตัดสินใจขายรถยนต์แบรนด์ต่างๆ ออกไปให้เหลือ เพียง 4 แบรนด์หลักที่ทำกำไร และลดขนาดองค์กรให้เล็กลง เพิ่มความคล่องตัวใน การบริการจัดการมากขึ้นในอนาคต ซึ่งจะส่งผลดีต่อ "จีเอ็ม" และอุตสาหกรรมยานยนต์ในภาพรวมด้วย

ส่วน "จีเอ็ม" ประเทศไทยนั้นถือเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพ รวมถึงแบรนด์ที่ใช้ทำตลาดอย่าง "เชฟโรเลต" ก็ยังคงเป็นแบรนด์ที่สามารถเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง และจีเอ็มเองก็มองตลาดในภูมิภาคเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นจีน อินเดีย เกาหลี และไทย ว่ายังคงเป็นตลาดที่มีศักยภาพและพร้อมที่จะเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะสิ่งที่ "จีเอ็ม" จะต้องเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ก็คือแผนการลงทุนผลิตเครื่องยนต์ดีเซลและรถปิกอัพ ที่จะต้องพยายามผลักดันให้เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงการหาสินค้าใหม่ๆ ทั้งปิกอัพและรถยนต์นั่งเข้ามาเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคมาก ขึ้นด้วย

ด้านแนวโน้มของอุตสาหกรรมยานยนต์โลกนั้น "อดิศักดิ์" มองว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของการผลักดันประเทศกำลังพัฒนาให้ขึ้นมา เป็นฐานการผลิตยานยนต์โลกกว่า 45% ในอนาคตอันใกล้ รวมถึง การพัฒนารถยนต์ที่ใช้พลังงานทดแทนต่างๆ ที่จะมีให้เห็นเพิ่มมากขึ้น โดยรถยนต์ "ไฮบริด" ที่เชื่อว่าในอีก 5 ปีข้างหน้าจะมีปริมาณการผลิตมากถึง 5 ล้านคัน

ขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยนั้น หลังจากผ่านพ้นครึ่งปีแรก ซึ่งถือว่าได้ผ่านช่วงจุดต่ำสุดมาแล้ว และเชื่อว่าช่วงเวลาจากนี้ไปอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจะเริ่มขยับตัวและค่อยๆ กลับเข้าสู่ภาวะปกติ พร้อมทั้งเชื่อว่าในช่วงไตรมาส 3 นี้จะไม่เห็นภาพของการหดตัว และในไตรมาส 4 จะมีอัตราการเติบโตให้เห็น พร้อมทั้งเชื่อว่า ปีนี้ไทยจะมียอดการผลิตอยู่ที่ 940,000 คัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่เหมาะสมกับสภาพการณ์ปัจจุบัน

"สุกิจ อุดมศิริ" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส สถาบันวิจัยนครหลวงไทย (SCRI) มองว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย แม้ว่าจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก เห็นได้จากบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มยานยนต์มีกำไรสุทธิในงวดไตรมาสแรก ของปี 2552 ลดลงถึง 36% เมื่อเทียบกับ ปีก่อน แต่เมื่อพิจารณาแนวโน้มของการปรับประมาณการกำไรสุทธิบริษัทจดทะเบียนในกลุ่ม ยานยนต์ เริ่มมีการ ชะลอตัวลงตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่าอุตสาหกรรมยานยนต์กำลังอยู่ในช่วงตกต่ำสุดและกำลังรอ ที่จะฟื้นตัว

โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลัง การฟื้นตัวของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มยานยนต์นั้นจะเป็นผลมาจาก การกลับมาเดินหน้าผลิตเพื่อชดเชยกับปริมาณสำรองที่ลดลงมากกว่าจะเป็นการฟื้น ตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์

ขณะที่ "ธัชวรรรณ กนิษฐ์พงศ์" หัวหน้าโครงการจัดทำดัชนีขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมชิ้นส่วน ยานยนต์ไทย คณะบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ มองว่า ขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม ชิ้นส่วนยานยนต์ไทย เมื่อเปรียบเทียบระหว่างผู้ประกอบการภายในประเทศด้วยกันเอง พบว่าดัชนีมีแนวโน้มลดลงอย่างรุนแรง โดยลดลงจาก 102.70 ในไตรมาส 4 ของปี 2551 มาอยู่ในระดับ 92.89 ในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นครั้งแรก ตั้งแต่เริ่มมีการจัดทำดัชนีในช่วงปลายปี 2550 เป็นต้นมา ที่ดัชนีต่ำกว่า 100

สำหรับสาเหตุหลักของการหดตัวเป็น ผลมาจากกำลังซื้อลดลง ผลกระทบจากวิกฤตการเงินครั้งรุนแรงที่สุดของสหรัฐที่ลุกลามจนกลายเป็นวิกฤต ของโลก ประกอบกับศักยภาพในการรับมือของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนไทยยังมีความเปราะบางใน หลายๆ ด้าน โดยเฉพาะการที่ต้องพึ่งการส่งออกเป็นหลัก

ดังนั้นผู้ ประกอบการและรัฐบาลจึงจำเป็นจะต้องเร่งพัฒนาขีดความสามารถและสนับสนุน อุตสาหกรรมชิ้นส่วนไทย โดยเฉพาะในด้านโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาอุตสาหกรรมต้นน้ำในส่วนของวัตถุดิบ แม่พิมพ์ เครื่องมือ เครื่องจักร การพัฒนาฐานข้อมูลด้านการจัดซื้อจัดหาวัตถุดิบฝึกอบรมพัฒนาบุคลากร และการส่งเสริม การวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ

โดยการจัดตั้งศูนย์ ทดสอบชิ้นส่วนการปรับโครงสร้างภาษีนำเข้าวัตถุดิบให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ปัจจุบัน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาวต่อไปด้วย

ขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก