ต้นแบบของสุดยอดความปลอดภัย (ที่แสนแหวกแนว)

Home / ข่าวสาร / ต้นแบบของสุดยอดความปลอดภัย (ที่แสนแหวกแนว)

นับตั้งแต่อุบัติเหตุทางรถยนต์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1869 หรือกว่า 140 ปีมาแล้วเมื่อนักวิทยาศาสตร์ชาวไอริส นาม แมรี่ วอร์ด พลัดตกจากรถยนต์พลังไอน้ำของญาติของเธอแล้วถูกทับจนเสียชีวิต เหล่าวิศวกรและนักประดิษฐ์ต่างก็มีความพยายามไม่มากก็น้อยที่จะค้นหาหนทาง ที่จะรักษาชีวิตของผู้ขับขี่ และปัจจุบันก็ยังรวมไปถึงชีวิตของผู้ร่วมทางคนอื่นด้วย

 

 

   
เมอร์เซเดสเบนซ์ ผู้ผลิตรถยนต์เก่าแก่ที่สุดของโลกจากเยอรมนีเองก็เป็นหนึ่งในผู้นำในการคิด ค้นนวัตกรรมเพื่อความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็น ครัมเพิล โซน (Crumple Zone) หรือส่วนยุบเพื่อสลายแรงจากการชน ซึ่งเป็นแนวคิดที่แหวกแนวมากในปี ค.ศ. 1951 ที่แต่เดิมคนมักจะคิดว่า รถยนต์จะปลอดภัยต้อง “แข็ง”, ระบบถุงลมนิรภัย, ระบบป้องกันล้อหยุดตาย หรือที่รู้จักกันดีในนาม เบรกเอบีเอส, ระบบควบคุมการถ่ายกำลังลงพื้น (Traction Control), ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (Electronic Stability Program), ระบบช่วยห้ามล้อ (Braking Assist) และอื่น ๆ อีกมากมาย (รวมไปถึงระบบไฟเลี้ยวที่ติดตั้งบนกระจกมองข้าง ซึ่งก็ถูกลอกเลียนแบบไปทั่วโลกในฐานะอุปกรณ์เสริมหล่อ) ก็ล้วนแต่เป็นผลงานจากห้องวิจัยของเมอร์เซเดสเบนซ์ แทบจะทั้งสิ้น (เว้นไว้ก็แต่ระบบเข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุดที่ถูกคิดค้นโดยบริษัท วอลโว่)

 

   
ถึงผู้ใช้รถยนต์ส่วนใหญ่จะพอใจกับความปลอดภัยของรถยนต์รุ่นปัจจุบันส่วนใหญ่ (ที่แข่งกันว่าใครมีถุงลมนิรภัยมากกว่ากัน) แต่สำหรับศูนย์วิจัยความปลอดภัยของเมอร์เซเดสเบนซ์ เองคงไม่หยุด   นิ่งอยู่แค่เพียงเท่านั้น เพราะสำหรับการจะเป็นผู้นำแล้วนั้นการได้แค่เหรียญทอง มันยังไม่ใช่ความพอใจสูงสุด (มันต้องเป็นการสร้างสถิติใหม่!) และบทพิสูจน์ของความเป็นผู้นำด้านความปลอดภัยก็คือ รถต้นแบบ อีเอสเอฟ 2009 (ESF 2009) ซึ่งสร้างขึ้น บนพื้นฐานของรถรุ่นเอส 400 ไฮบริด (S400 Hybrid) รถคันนี้ได้นำเสนอนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ตื่นตาเกินจินตนาการของคนทั่ว ๆ ไป อาทิ ระบบที่เมอร์เซเดสเบนซ์ เรียกรวม ๆ ว่า พรี-เซฟ (PRE-SAFE) อันประกอบไปด้วย ระบบถุงลมช่วยในการหยุดรถ (Braking Bag) ซึ่งนำเสนอรูปแบบของการใช้ถุงลมติดตั้งใต้ท้องรถระหว่างล้อหน้าทั้งสองซึ่ง จะ “ขยายตัวออก” ลงไปครูดกับพื้นถนนในกรณีที่ระบบตรวจพบว่า

 

 

รถมีการห้ามล้ออย่างรุนแรง นอกจากจะช่วยเพิ่มแรงเสียดทานเพื่อชะลอความเร็วแล้วระบบนี้ยังช่วยยกหน้ารถ ขึ้นเพื่อหากเกิดการปะทะขึ้นระบบสลายแรงกระแทกจะได้ทำงานได้อย่างเต็ม ประสิทธิภาพ ระบบที่น่าทึ่งอีกชิ้นก็คือระบบโครงสร้างคานโลหะที่ “พองตัวได้” (Inflatable Metal Structure) โดยติดตั้งระบบคานนี้ไว้ด้านในของประตู ซึ่งหากเกิดอุบัติเหตุการชนด้านข้าง คานจะพองตัวออกโดยอัตโนมัติด้วยแรงดันอากาศ 20 เท่าของแรงดันบรรยากาศ (20 bar) ช่วยลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับผู้โดยสารได้เป็นอย่างดี ระบบพรี-เซฟยังรวมไปถึงระบบถุงลมภายในห้องโดยสารรูปแบบใหม่ที่พองกางออกมา “ขวาง” ผู้โดยสารและผู้ขับขี่ และยังรวมไปถึงผู้โดยสารในตอนหลังมิให้ศีรษะกระทบกัน และระบบถุงลมภายในเบาะที่ช่วยดันร่างกายของผู้โดยสารให้เข้าไปสู่แนวกลางของ รถให้มากที่สุดในกรณีมีการกระแทกจากด้านข้างอีกด้วย เมอร์เซเดสเบนซ์ อ้างว่าแนวคิดเรื่องนี้ช่วยลดความรุนแรงที่เกิดกับกระดูกสันหลังในกรณีการชน ด้านข้างได้ว่า หนึ่งในสาม

 

   
นอกจากระบบลดความเสียหายจากอุบัติ เหตุแล้ว รถคันนี้ยังนำเสนอแนวคิดเพื่อการ “หลีกเลี่ยง” อุบัติเหตุอีกด้วย อาทิ ระบบสื่อสารอัจฉริยะ ผ่านทางระบบเครือข่ายไร้สายระหว่างรถกับสิ่งแวดล้อม และระหว่างรถต่อรถด้วยกันไปเป็นทอด ๆ ทำให้ผู้ขับขี่ล่วงรู้สภาพการจราจรหรือสภาพอุบัติเหตุล่วงหน้าได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาการใช้สายตาเพียงอย่างเดียว ราวกับมีพรายกระซิบ ทำให้สามารถหลีก    เลี่ยงอุบัติเหตุจากจุดบอดบนท้องถนนได้มากขึ้น ไม่ต้องกลัวรถคันอื่นจะโผล่ออกมาชนจากจุดที่เรามองไม่เห็นแบบในอดีตอีกต่อไป

 

 

   
เนื่องจากพื้นที่การเขียนมีจำกัดผู้เขียนคงไม่สามารถสาธยายนวัตกรรมใหม่ในรถ คันนี้ได้ อย่างลงลึกนัก แต่ด้วยทักษะทั้งการหลีกเลี่ยงและรับมือกับอุบัติเหตุอันเกินร้อยของรถคัน นี้ ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าจะทำให้คนขับรถได้ดีขึ้นหรือเลวลงกันแน่ เพราะทุกวันนี้อะไร ๆ มันดูวิ่งสวนทางกันยังไงไม่ทราบ.

 

 

 
 ขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก