ตลาดรถพ.ค.หด26%ตกต่อเนื่อง12เดือน

Home / ข่าวสาร / ตลาดรถพ.ค.หด26%ตกต่อเนื่อง12เดือน

โตโยต้า เผยยอดรถยนต์เดือนพ.ค.ลดลง 26.2%ปริมาณการขายทำได้ 40,539 คัน โดยการหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12

 

ตลาดรถยนต์เดือนพ.ค. ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 ทำยอดขายได้ 40,539 คัน ลดลง 26.2% ยอดสะสม 5 เดือน ขาย 188,026 คัน ลดลง 30.7% คาดยอดเดือนมิ.ย.กระเตื้อง จากการเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อเร่งเคลียร์แบ็คออเดอร์

 

นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด รายงานสถิติการขายรถยนต์ประจำเดือนพ.ค.2552 ว่า ปริมาณการขายทำได้ 40,539 คัน ลดลง 26.2% เป็นรถยนต์นั่ง 17,361 คัน ลดลง 18.3% รถเพื่อการพาณิชย์ 23,178 คัน ลดลง 31.1% โดยรถปิกอัพ 1 ตัน ทำได้ 20,209 คัน ลดลง 30.6%

ยอดขายรถยนต์เดือนพ.ค.ที่หดตัวลง 26.2% เป็นการหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 และเป็นปริมาณการขายที่ต่ำกว่าสถิติการขายตามฤดูกาล โดยตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ มีอัตราการหดตัวที่ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13 ในขณะที่ตลาดรถยนต์นั่งมีอัตราการเติบโตลดลง 18.3% สูงสุดนับตั้งแต่ต้นปี

สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากการหดตัวของยอดขายรถยนต์ของโตโยต้า ซึ่งเป็นผลมาจากการรักษาสมดุลของยอดการผลิตเพื่อการขายในประเทศกับการส่งออก ส่งผลให้มียอดค้างจองในรถยนต์นั่งบางรุ่นเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะรถยนต์นั่งขนาดเล็ก ประกอบกับการลดจำนวนการผลิตของรถยนต์นั่งขนาดกลาง เพื่อรอการเปิดตัวรุ่นใหม่ จึงส่งผลให้ตลาดรถยนต์นั่งและตลาดรถยนต์รวมมีอัตราการเติบโตลดลง

ส่วนสถิติการขายสะสมในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2552 มีปริมาณทั้งสิ้น 188,026 คัน ลดลง 30.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยแบ่งออกเป็น รถยนต์นั่ง 77,310 คัน ลดลง 13.9% รถเพื่อการพาณิชย์ 110,716 คัน ลดลง 39.0% รถปิกอัพ 1 ตัน ทำได้ 96,343 คัน ลดลง 38.5%

สำหรับตลาดรถยนต์ 5 เดือน ที่ลดลง 30.7% พบว่าตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์มีอัตราการเติบโตลดลง 39% แต่ตลาดรถยนต์นั่งมีอัตราการเติบโตลดลงไม่มากที่ 13.9% แนวโน้มดังกล่าวเป็นผลจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคมีแนวโน้มดีขึ้น ความต้องการของลูกค้าโดยเฉพาะรถยนต์นั่งยังคงมีอยู่มาก ประกอบความชัดเจนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และสถานการณ์การเมืองในประเทศ

นายวุฒิกร กล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับตลาดรถยนต์เดือนมิ.ย. คาดว่าจะมีปริมาณการขายดีขึ้น เนื่องจากตามสถิติการขายแล้วเดือนมิ.ย.จะมียอดขายสูงสุดของไตรมาสที่สอง ประกอบกับการเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อเร่งส่งมอบรถค้างจองที่มีอยู่เป็นจำนวน มาก ซึ่งจะส่งผลดีต่อยอดขายในเดือนมิ.ย. ทั้งนี้ราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดรถยนต์ได้

 
ขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก