ฟอร์ดแจงธุรกิจยังมั่นคง ไม่ได้ล้มละลาย

Home / ข่าวสาร / ฟอร์ดแจงธุรกิจยังมั่นคง ไม่ได้ล้มละลาย

ฟอร์ดแจงธุรกิจแข็งแกร่งเป็น ค่ายมอเตอร์รายเดียวที่ไม่ขอรับความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐ ด้านไทยยังเดินหน้าเปิดตัว “เฟียสต้า” ไตรมาสแรกปี 2553

 

นายสาโรช เกียรติเฟื่องฟู รองประธานอาวุโส ฟอร์ด ประเทศไทย เปิดเผยว่า ช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา เกิดการเปลี่ยนแปลงกับอุตสาหกรรมยานยนต์อเมริกันครั้งใหญ่ โดยเฉพาะการยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์ต่อศาลละลายของสองค่ายรถยักษ์ใหญ่ อย่างจีเอ็ม และไครสเลอร์ แต่ในส่วนของฟอร์ดนั้น มีจุดยืนแตกต่างจากคู่แข่ง ที่สำคัญบริษัทไม่เคยขอความช่วยเหลือด้านการเงินจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา และพร้อมดำเนินธุรกิจอย่างเข้มแข็งตามปกติต่อไป

ผู้บริหารฟอร์ด อธิบายสถานการณ์ ว่า ฟอร์ด เป็นค่ายเดียวที่ยอดขายมีแนวโน้มดีขึ้น โดยช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา มีส่วนแบ่งการตลาดในสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดในเดือน พ.ค. ฟอร์ดครอง ตลาดถึง 15% นับว่าสูงสุดในรอบ 3 ปี ขณะที่ราคาหุ้นขยับขึ้นจาก 1.99 ดอลลาร์สหรัฐ (11 มี.ค. 2552) เป็น 6.41 ดอลลาร์สหรัฐ  (5 มิ.ย.2552) และเชื่อว่าด้วยแผนการปรับโครงสร้างทั้งหมด รวมถึงสินค้าใหม่ที่เตรียมเปิดตัวอย่างต่อเนื่อง จะทำให้บริษัทพ้นจากการขาดทุน และกลับมาอยู่ในจุดคุ้มทุนในปี 2554 ได้แน่นอน

นายสาโรช กล่าวว่า สำหรับประเทศไทย แม้ผู้บริโภคมีความสับสน และกังวลใจเกี่ยวกับสถานภาพของบริษัทอเมริกันอยู่พอสมควร แต่ฟอร์ด ขอยืนยันว่า ธุรกิจฟอร์ดในไทยยังเดินหน้าไปได้ดี และพร้อมจะเปิดตัวสินค้าใหม่ตามแผนเดิม

"ต้องยอมรับว่า ถ้าพูดถึงค่ายรถยนต์อเมริกัน ผู้คนส่วนมากต้องนึกถึงฟอร์ดไปด้วย ดังนั้นเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบด้านภาพลักษณ์จากกรณีดังกล่าว วันนี้จึงอยากชี้แจงว่า ฟอร์ดไม่ ได้อยู่ในสถานะที่มีปัญหา และจากนี้ไปบริษัทจะเร่งประชาสัมพันธ์สร้างความมั่นใจ รวมถึงลงพื้นที่จัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกค้ารับรู้ว่าฟอร์ดเป็นแบรนด์คุณภาพ" นายสาโรจน์กล่าว

และว่า วันที่ 13 ก.ค.นี้ ฟอร์ดจะทำพิธีเปิดโรงงานผลิตรถยนต์เอเอทีแห่งที่ 2 (ส่วนต่อขยาย) เพื่อผลิตรถยนต์นั่งขนาดเล็กฟอร์ด-มาส ด้า ซึ่งลงทุนไปกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้กำลังผลิตของเอเอทีเพิ่มเป็น 2.75 แสนคันต่อปี แบ่งเป็นการผลิตปิกอัพ 1.75 แสนคัน ที่เหลือ 1 แสนคัน เป็นรถยนต์นั่งขนาดซับคอมแพ็ครุ่นใหม่ คือ เฟียสต้า และมาสด้า 2 ทำให้ไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของฟอร์ดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก